ในความคิดของคนส่วนใหญ่ “ปลา” คืออาหารเพื่อสุขภาพ อุดมด้วยโปรตีน ไขมันต่ำ ดีต่อสมองและหัวใจ ข้อมูลจาก USDA ระบุว่า ปลา 100 กรัม ให้โปรตีนราว 16–20 กรัม ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยทางการแพทย์พบว่า ปลาบางชนิดมีความเสี่ยงติดพยาธิสูงมาก โดยเฉพาะปลาที่อาศัยในแหล่งน้ำปนเปื้อนหรือสภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ซึ่งอาจกลายเป็นภัยเงียบต่อระบบทางเดินอาหารของมนุษย์
พยาธิในปลาน้ำจืด เสี่ยงกว่าที่คิด
รายงานจากเว็บไซต์ Sohu ระบุว่า ปลาน้ำจืดบางชนิด เช่น ปลาตะเพียน และปลาคาร์พ มีอัตราการตรวจพบพยาธิสูงถึง 15–35%
พยาธิเหล่านี้มักซ่อนอยู่ใน
-
เหงือก
-
ผิวหนัง
-
กล้ามเนื้อปลา
แม้ปลาจะดูสด น่ากินเพียงใด พยาธิสามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ได้ง่าย และกลายเป็น “ฆาตกรล่องหน” ของลำไส้
ในระยะแรก ผู้ติดเชื้อมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อมีอาการท้องเสีย ปวดท้อง อ่อนเพลีย มักเป็นช่วงที่พยาธิฝังตัวลึกแล้ว
นอกจากนี้ ปลาที่เติบโตในแหล่งน้ำปนเปื้อน ยังมีแนวโน้มสะสม โลหะหนักและแบคทีเรียอันตราย เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังในระยะยาว

3 ลักษณะปลา “พยาธิเยอะ” ที่ควรเลี่ยง
1. ปลาเหงือกเปลี่ยนสี
รองศาสตราจารย์ ดร.เหงียน ซวี ทิ่ญ อดีตอาจารย์คณะเทคโนโลยีชีวภาพและอาหาร มหาวิทยาลัยโปลีเทคนิคฮานอย ระบุว่า
เหงือกปลาที่ดีควรมีสีแดงสดหรือชมพู หากเหงือกเป็นสีเทา เหลือง ดำ เหนียว หรือมีกลิ่นแรง มีโอกาสสูงว่าจะติดพยาธิ เช่น
-
พยาธิตัวตืด
-
พยาธิตัวกลม
-
พยาธิใบไม้ตับ
ข้อมูลทางคลินิกชี้ว่า หากติดพยาธิตัวตืด จำนวนอาจเพิ่มเป็นสิบตัวใน 1 เดือน ผู้ป่วยอาจมีอาการท้องเสีย ปวดท้อง ไข้ต่ำ และอ่อนเพลีย ในรายรุนแรง อาจเกิดภาวะขาดสารอาหารและภูมิคุ้มกันต่ำ

2. ปลาที่มีรูปร่างผิดปกติ หรือคดงอ
ปลาที่กระดูกสันหลังคด หัวและหางไม่สมดุล มักสะท้อนถึงผลกระทบจากมลพิษและการติดพยาธิ
งานวิจัยพบว่า ปลากลุ่มนี้สะสมโลหะหนัก เช่น ปรอท ตะกั่ว และสารหนู ในระดับสูงกว่าปลาปกติหลายเท่า
เมื่อมนุษย์บริโภคเข้าไป โลหะหนักจะสะสมในร่างกาย ทำลายระบบประสาท ตับ และไต อาจนำไปสู่พิษเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว
3. ปลาที่มีแผล หรือผิวหนังเสียหาย
หลายคนมองว่าแผลเล็ก ๆ ไม่อันตราย แต่ในความจริง แผลเหล่านี้คือ “ประตูชั้นดี” ให้พยาธิและแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายปลา
ข้อมูลระบุว่า ปลาที่มีบาดแผลอาจมีแบคทีเรีย มากกว่าปลาปกติ 5–10 เท่า
การกินปลาประเภทนี้ เสี่ยงต่อการเกิดลำไส้อักเสบและอาหารเป็นพิษ อันตรายมากในผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
กินปลาให้ปลอดภัย ต้องจำอะไรบ้าง?
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ 3 ข้อ “ห้ามเลือก” เมื่อซื้อปลา
-
❌ ปลาเหงือกเปลี่ยนสี
-
❌ ปลารูปร่างผิดปกติ
-
❌ ปลามีแผลหรือเกล็ดหลุด
ควรเลือกปลาที่
-
เกล็ดสมบูรณ์
-
เนื้อแน่น เด้ง
-
ตาสดใส
-
เหงือกแดงสด
การปรุงอาหารต้องทำให้สุกทั่ว อุณหภูมิภายในอย่างน้อย 70°C นาน 10 นาที หลีกเลี่ยงปลาดิบ ปลาดอง สลัดปลา ซาชิมิ โดยเฉพาะทำกินเองที่บ้าน
หากมีอาการท้องเสีย เหนื่อยล้า ปวดท้อง หรือมีไข้ไม่ทราบสาเหตุ หลังรับประทานปลากลุ่มเสี่ยง ควรรีบพบแพทย์ทันที
ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) เตือนว่า อย่าหลงเชื่อเพียงภาพลักษณ์ “อาหารทะเลสด” เพราะอันตรายอาจซ่อนอยู่ภายใน
























