มะเร็งปากมดลูกเป็นหนึ่งในโรคร้ายที่คุกคามผู้หญิงทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง
ตามรายงานของ GLOBOCAN 2022 มีผู้ป่วยรายใหม่ทั่วโลกประมาณ 661,000 รายต่อปี และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 348,000 ราย![]()
ในประเทศไทยและหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มะเร็งปากมดลูกยังคงเป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในสตรี และเป็นภาระทางสาธารณสุขที่สำคัญ
น่าสนใจคือ ไม่ได้มีเพียง “พฤติกรรมเสี่ยงที่แย่” เท่านั้น
แม้แต่ พฤติกรรมที่คิดว่าดี แต่ทำมากเกินไป ก็อาจก่อปัญหาได้เช่นกัน แพทย์บางท่านจึงกล่าวว่า
“การขี้เกียจอย่างมีเหตุผล ยังดีกว่าขยันทำ 5 เรื่องนี้จนเกินพอดี”
1) ล้างทำความสะอาดช่องคลอดมากเกินไป ใช้ผลิตภัณฑ์ที่แรงเกินความจำเป็น
การสวนล้างหรือใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีฤทธิ์รุนแรงเป็นประจำ ทำให้
-
สมดุลกรด–ด่าง (pH) เปลี่ยนไป
-
แบคทีเรียดีในช่องคลอดถูกทำลาย
-
เกราะป้องกันตามธรรมชาติหายไป
![]()
เมื่อการป้องกันอ่อนแอ ปากมดลูกจึงติดเชื้อได้ง่าย เช่น
-
Chlamydia
-
HPV ชนิดเสี่ยงสูง
งานวิจัยหลายประเทศยืนยันว่า
การสวนล้างช่องคลอดบ่อย ๆ เชื่อมโยงกับภาวะอักเสบเรื้อรังของปากมดลูก
ซึ่งเป็นพื้นฐานให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์ในอนาคต
2) ใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนเป็นเวลานานโดยไม่ปรึกษาแพทย์
ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยรับประทานยาคุมกำเนิดต่อเนื่องหลายปี งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet พบว่า
-
ผู้หญิงที่ใช้ยาคุมชนิดรับประทาน นานเกิน 5 ปี
มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูกสูงกว่าผู้ที่ไม่ใช้
ฮอร์โมนในยาคุมอาจส่งผลให้
-
โครงสร้างเยื่อบุปากมดลูกเปลี่ยนไป
-
เซลล์ไวต่อการติดเชื้อ HPV มากขึ้น
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ปรึกษาแพทย์ ก่อนการใช้ยาต่อเนื่องระยะยาว

3) ลดน้ำหนักหักโหมและนอนดึกเป็นประจำ
การอดอาหารหรือไดเอตที่รุนแรงอาจก่อให้เกิด
-
ภาวะขาดธาตุเหล็ก
-
ภาวะขาดกรดโฟลิก
ซึ่งล้วนมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน
ในขณะเดียวกัน การนอนดึกหรือนอนน้อยเรื้อรังส่งผลให้
-
นาฬิกาชีวภาพถูกรบกวน
-
ภูมิคุ้มกันลดต่ำ
เมื่อร่างกายอ่อนล้า
ความสามารถในการกำจัดเชื้อ HPV จะลดลง
ทำให้รอยโรคก่อนมะเร็งมีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งมากขึ้น
4) สูบบุหรี่หรืออยู่ในควันบุหรี่เป็นประจำ
สารก่อมะเร็งในควันบุหรี่เข้าสู่ปอดและกระจายไปสู่เนื้อเยื่อทั่วร่างกาย
รวมถึงปากมดลูก
สมาคมมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (American Cancer Society) ระบุว่า
-
สารพิษในบุหรี่ทำลาย DNA ของเซลล์ปากมดลูก
-
ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอในการกำจัดเชื้อ HPV
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ
“เลี่ยงควันบุหรี่”
อาจเป็นความขี้เกียจที่ช่วยป้องกันปากมดลูกได้จริง
5) ตั้งครรภ์และคลอดหลายครั้งตั้งแต่อายุยังน้อย
จากข้อมูลระบาดวิทยาพบว่า
-
ตั้งครรภ์ครั้งแรกก่อนอายุ 20 ปี
-
หรือคลอดบุตรตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป
มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูกสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
สาเหตุสำคัญคือ
-
การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนอย่างรุนแรงระหว่างตั้งครรภ์
-
การบาดเจ็บทางกายภาพของปากมดลูกระหว่างการคลอด
ทั้งหมดทำให้ HPV มีโอกาสแทรกซึมและก่อกลายพันธุ์ของเซลล์ได้ง่ายขึ้น
แล้วควรทำอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก?
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ดูแลตนเองดังนี้
-
รับประทานอาหารครบหมู่ เน้นผักและผลไม้
-
เสริมธาตุเหล็กและโฟเลตอย่างเหมาะสม
-
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
-
พักผ่อนให้เพียงพอ
-
มีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย
ที่สำคัญที่สุดคือ
-
ฉีดวัคซีน HPV
-
ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกสม่ำเสมอ
การตรวจอย่างต่อเนื่องช่วยพบความผิดปกติแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งรักษาได้ผลดีมาก
บทสรุป
มะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ การ “ใส่ใจอย่างเหมาะสม” สำคัญยิ่งกว่าการ “ขยันเกินพอดี”
บางครั้ง การยอมเป็นคนขี้เกียจอย่างมีเหตุผล เช่น ไม่สวนล้างมากเกินไป ไม่อดนอน ไม่สูบบุหรี่ กลับเป็นเกราะป้องกันสุขภาพที่ดีที่สุดของผู้หญิง