ปัญหาผนังบ้านที่มีคราบดำจากเชื้อรา หรือสีทาบ้านที่เริ่มโป่งพองและหลุดล่อนออกมาเป็นแผ่นๆ ไม่เพียงแต่ทำให้บ้านดูไม่สวยงามและเก่ากว่าความเป็นจริงเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ หลายคนกังวลว่าการซ่อมแซมจะต้องใช้เงินจำนวนมากหรือต้องจ้างช่างผู้เชี่ยวชาญ แต่ในความเป็นจริงแล้ว คุณสามารถจัดการปัญหานี้ได้ด้วยตัวเองด้วยวิธีที่ง่ายและประหยัด
สาเหตุหลักที่ทำให้ผนังบ้านมีปัญหา
ก่อนจะไปดูวิธีแก้ไข เรามาทำความเข้าใจก่อนว่าทำไมผนังถึงมีสภาพอย่างที่เห็นในภาพ:
-
ความชื้นสะสม: เป็นตัวการอันดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นความชื้นจากน้ำฝนที่ซึมผ่านรอยแตกร้าวภายนอก หรือความชื้นจากห้องน้ำและท่อน้ำที่รั่วซึม

-
การเสื่อมสภาพของสีเก่า: สีที่ใช้งานมานานหลายปีจะหมดสภาพการยึดเกาะ ทำให้หลุดล่อนได้ง่าย
-
สภาพอากาศ: แสงแดดจัดและฝนที่ตกชุกสลับกัน ทำให้ผนังเกิดการยืดตัวและหดตัวจนสีแตกตัว
-
การระบายอากาศที่ไม่ดี: ทำให้เกิดความอับชื้นจนกลายเป็นที่สะสมของเชื้อรา
ขั้นตอนการเตรียมอุปกรณ์ (เน้นของที่มีในบ้าน)
คุณไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องมือราคาแพง เพียงเตรียมสิ่งเหล่านี้:
-
เกรียงเหล็กหรืออุปกรณ์ขูดแซะ (หากไม่มีสามารถใช้ไม้บรรทัดเหล็กเก่าได้)
-
แปรงพลาสติกหรือแปรงขัดพื้น
-
น้ำสะอาดและผงซักฟอก
-
น้ำส้มสายชูหรือน้ำยาซักผ้าขาว (เพื่อฆ่าเชื้อรา)
-
กระดาษทราย (ถ้ามีจะช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้น)
วิธีแก้ไขผนังขึ้นราและสีลอกแบบทีละขั้นตอน
1. การกำจัดสีเก่าที่หลุดล่อน
เริ่มจากการใช้เกรียงขูดแซะบริเวณที่สีโป่งพองหรือหลุดล่อนออกให้หมด ข้อสำคัญคือต้องขูดออกจนถึงชั้นปูนที่แข็งแรง หากขูดไม่หมด สีใหม่ที่ทาทับลงไปจะหลุดล่อนออกมาอีกในเวลาอันสวดเร็ว
2. การฆ่าเชื้อราและทำความสะอาด
เมื่อขูดสีออกแล้ว จะเห็นคราบเชื้อราฝังลึก ให้ผสมน้ำส้มสายชูกับน้ำในอัตราส่วนที่เท่ากัน หรือใช้น้ำยาซักผ้าขาวผสมน้ำ ขัดลงบนบริเวณที่มีคราบดำให้สะอาด ทิ้งไว้ประมาณ 15-30 นาทีเพื่อให้สารทำปฏิกิริยาฆ่าเชื้อไปถึงรากของรา จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด
3. การทำให้ผนังแห้งสนิท
ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด หลังจากทำความสะอาดแล้ว ต้องปล่อยให้ผนังแห้งสนิทอย่างน้อย 1-2 วัน หากผนังยังมีความชื้นอยู่ภายใน แล้วเราทาสีทับลงไป ความชื้นจะดันให้สีหลุดออกมาอีกครั้ง ควรเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
4. การซ่อมแซมผิวผนัง (ถ้าจำเป็น)
หากพบรอยแตกร้าวขนาดเล็ก สามารถใช้ปูนฉาบสำเร็จรูปหรือวัสดุอุดโป๊วที่มีขายตามร้านวัสดุก่อสร้างทั่วไปมาปิดรอย เพื่อป้องกันน้ำซึมเข้าสู่ผนังในอนาคต
5. การทาสีรองพื้นและสีจริง
หากมีงบประมาณเพียงเล็กน้อย แนะนำให้ซื้อ "น้ำยารองพื้นปูนเก่า" มาทา 1 รอบ เพื่อช่วยให้สีใหม่ยึดเกาะได้แน่นขึ้น จากนั้นจึงทาสีน้ำพลาสติกสำหรับภายในทับอีก 2 รอบ เพียงเท่านี้ผนังบ้านของคุณก็จะกลับมาสวยเหมือนใหม่
ข้อแนะนำเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้ปัญหากลับมาอีก
-
ตรวจสอบรอยรั่วซึม: หากปัญหาเกิดจากท่อน้ำรั่ว ต้องซ่อมท่อก่อน ไม่เช่นนั้นผนังจะกลับมาเสียอีก
-
เพิ่มการระบายอากาศ: พยายามเปิดหน้าต่างให้แสงแดดส่องถึงและลมพัดผ่าน เพื่อลดความอับชื้น
-
เลือกใช้สีที่มีคุณภาพ: หากต้องซื้อสีใหม่ ควรเลือกสูตรที่มีสารยับยั้งเชื้อราและตะไคร่น้ำ
การดูแลบ้านด้วยตัวเองไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เพียงแค่เข้าใจสาเหตุและแก้ไขให้ถูกจุด คุณก็จะได้บ้านที่สะอาด ปลอดภัย และประหยัดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล