เมื่อมีคนในครอบครัวจากไป นอกจากความโศกเศร้าแล้ว หลายบ้านยังให้ความสำคัญกับเรื่องการจัดการทรัพย์สินและของใช้ของผู้ล่วงลับ ตามความเชื่อของคนโบราณ มีของบางประเภทที่ไม่แนะนำให้เก็บไว้หรือส่งต่อให้ลูกหลาน เพราะเชื่อว่าอาจนำพลังงานเศร้า ความทุกข์ หรือสิ่งไม่เป็นมงคลเข้ามาในบ้าน แม้จะเป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคล แต่ก็ยังถูกพูดถึงและปฏิบัติกันในหลายครอบครัวจนถึงปัจจุบัน
สิ่งแรกที่มักถูกพูดถึงคือ “เสื้อผ้าที่ผู้เสียชีวิตใส่เป็นประจำ” โดยเฉพาะชุดที่ใส่ช่วงก่อนเสียชีวิต คนโบราณเชื่อว่าเป็นของที่เต็มไปด้วยความทรงจำและพลังงานเก่า หลายบ้านจึงนิยมบริจาคหรือจัดการอย่างเหมาะสมมากกว่าจะเก็บไว้ใช้ต่อ
อย่างที่สองคือ “ที่นอนหรือหมอน” เพราะถือเป็นของที่สัมผัสร่างกายโดยตรงทุกวัน ตามความเชื่อมองว่าอาจสะสมทั้งความอับชื้นและพลังงานด้านลบ บางครอบครัวจึงเลือกเปลี่ยนใหม่เพื่อความสบายใจและสุขอนามัย
อีกสิ่งหนึ่งคือ “รองเท้า” คนสมัยก่อนเชื่อว่ารองเท้าเป็นของที่พาเจ้าของไปทุกที่ จึงไม่ค่อยนิยมเก็บไว้หรือส่งต่อ โดยเฉพาะหากเป็นรองเท้าที่ใช้มานานมากแล้ว
ส่วนอย่างสุดท้ายคือ “ของใช้ส่วนตัวที่ชำรุดหรือเสียหาย” เช่น หวี กระจก นาฬิกา หรือของที่แตกหัก เพราะหลายความเชื่อมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของพลังงานที่ไม่สมบูรณ์ และอาจทำให้บรรยากาศในบ้านดูหม่นหมองได้
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยามองว่า การจัดการของผู้ล่วงลับเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะของบางชิ้นอาจมีคุณค่าทางใจต่อคนในครอบครัว การจะเก็บหรือไม่เก็บจึงควรขึ้นอยู่กับความรู้สึก ความสะดวกใจ และสภาพของสิ่งของนั้น ๆ มากกว่า
นอกจากนี้ หากเป็นของที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์หรือมีความหมายพิเศษ เช่น รูปถ่าย เครื่องประดับ หรือของที่ระลึก หลายครอบครัวก็ยังนิยมเก็บไว้เพื่อระลึกถึงผู้ล่วงลับในทางที่ดี
แม้ความเชื่อของคนโบราณจะต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ แต่สิ่งสำคัญที่สุดหลังการสูญเสีย คือการดูแลสภาพจิตใจของคนในครอบครัวและเก็บรักษาความทรงจำดี ๆ ไว้ เพราะสุดท้ายแล้ว คุณค่าที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่สิ่งของ แต่อยู่ที่ความรักและความผูกพันที่ยังคงอยู่ในใจของคนที่ยังมีชีวิตมากกว่า