หลายบ้านมักใช้ชามใบเดิมไปนานหลายปี เพราะคิดว่ายังไม่แตกก็ยังใช้ได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขอนามัยเตือนว่า ภาชนะบางประเภทอาจกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และสารปนเปื้อนที่มองไม่เห็น โดยเฉพาะเมื่อผ่านการใช้งานเป็นเวลานาน หากพบว่าที่บ้านมีชาม 5 ประเภทต่อไปนี้ ควรพิจารณาเปลี่ยนใหม่เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในครอบครัว
ประเภทแรกคือ ชามที่มีรอยร้าวหรือรอยบิ่น แม้จะเป็นเพียงรอยเล็ก ๆ แต่บริเวณดังกล่าวสามารถกักเก็บเศษอาหาร ความชื้น และเชื้อจุลินทรีย์ได้ง่าย การล้างทำความสะอาดอาจไม่ทั่วถึง ทำให้เชื้อโรคสะสมและเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาทางเดินอาหาร นอกจากนี้ รอยบิ่นยังอาจทำให้ผู้ใช้งานบาดปากหรือบาดมือได้อีกด้วย
ประเภทที่สองคือ ชามที่เคลือบผิวหลุดลอก เมื่อสารเคลือบเริ่มเสื่อมสภาพ พื้นผิวจะหยาบขึ้น ทำให้คราบอาหารติดแน่นและทำความสะอาดได้ยาก หากเป็นภาชนะคุณภาพต่ำที่ไม่ได้มาตรฐาน ยังอาจมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของสารจากสีหรือสารเคลือบเมื่อสัมผัสอาหารร้อน
ประเภทที่สามคือ ชามที่ขึ้นรา หรือมีกลิ่นอับแม้ล้างแล้ว ภาชนะที่เก็บไว้ในที่ชื้นเป็นเวลานาน หรือไม่ได้ใช้งานนาน อาจเกิดเชื้อราบริเวณรอยแตก รอยต่อ หรือฐานรอง หากล้างแล้วยังมีกลิ่นผิดปกติ ควรหยุดใช้งานทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณว่ามีเชื้อจุลินทรีย์สะสมอยู่ภายในเนื้อวัสดุ
ประเภทที่สี่คือ ชามพลาสติกเก่าที่เสียรูปจากความร้อน เมื่อใช้งานซ้ำกับอาหารร้อนหรือเข้าไมโครเวฟเป็นเวลานาน พลาสติกบางชนิดอาจเสื่อมสภาพ เกิดรอยขีดข่วนและสะสมคราบสกปรกได้ง่าย หากพบว่าชามเปลี่ยนสี มีกลิ่น หรือบิดงอ ควรเปลี่ยนใหม่
ประเภทสุดท้ายคือ ชามที่ไม่ทราบแหล่งที่มาหรือไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะภาชนะราคาถูกที่ไม่มีฉลากหรือข้อมูลผู้ผลิต อาจผลิตจากวัสดุที่ไม่เหมาะสำหรับสัมผัสอาหาร การเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือและมีมาตรฐาน จะช่วยลดความเสี่ยงในการใช้งานระยะยาว
นอกจากการเลือกใช้ภาชนะที่ปลอดภัยแล้ว การดูแลรักษาก็สำคัญไม่แพ้กัน ควรล้างชามทันทีหลังรับประทานอาหาร ใช้น้ำยาล้างจานที่เหมาะสม ล้างน้ำสะอาดให้หมดคราบ และผึ่งให้แห้งก่อนเก็บเข้าตู้ หลีกเลี่ยงการวางซ้อนในที่อับชื้น เพราะความชื้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เชื้อราและแบคทีเรียเจริญเติบโต
การเปลี่ยนชามที่เสื่อมสภาพอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่สามารถช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขอนามัยได้อย่างมาก หากสังเกตเห็นว่าชามที่ใช้อยู่มีรอยร้าว เคลือบหลุด ขึ้นรา หรือเสื่อมสภาพ อย่าฝืนใช้งานต่อ เพราะสุขภาพของคนในบ้านสำคัญกว่าการประหยัดภาชนะเพียงไม่กี่ใบ