ผักพื้นบ้านของไทยหลายชนิดไม่ได้มีดีแค่รสชาติ แต่ยังอุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ หนึ่งในนั้นคือ ผักชะอม ซึ่งได้รับความนิยมในหลายภูมิภาคของไทย และถูกนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นไข่ชะอม แกงส้มชะอม หรือชะอมลวกกินกับน้ำพริก
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ให้ความสนใจกับคุณค่าทางโภชนาการของชะอม เนื่องจากพบว่าพืชชนิดนี้มีใยอาหารสูง อุดมด้วยวิตามินเอ วิตามินซี เบตาแคโรทีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ซึ่งมีส่วนช่วยลดความเสียหายของเซลล์และสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาจากนักวิจัยในหลายประเทศ รวมถึงญี่ปุ่น ที่ให้ความสนใจสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพในผักพื้นบ้านแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพบว่าสารบางชนิดในชะอมอาจช่วยชะลอการย่อยและการดูดซึมน้ำตาลจากอาหาร ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหารเพิ่มขึ้นช้าลง อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ดังกล่าวยังอยู่ในระดับงานวิจัย และไม่สามารถใช้แทนการรักษาโรคเบาหวานได้
เหตุผลที่หลายคนเรียกชะอมว่าเป็น “ตัวฆ่.าน้ำตาล” มาจากความเชื่อว่าการรับประทานผักที่มีใยอาหารสูงสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่าอาหารที่ผ่านการแปรรูป แม้คำเรียกนี้จะฟังดูน่าสนใจ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพแนะนำว่า ไม่ควรเข้าใจว่าผักชนิดใดสามารถรักษาโรคเบาหวานได้เพียงลำพัง การดูแลสุขภาพที่ดีต้องอาศัยการรับประทานอาหารที่สมดุล ออกกำลังกาย และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างต่อเนื่อง
ชะอมยังเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเครียดออกซิเดชันในร่างกาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคเรื้อรังหลายชนิด อีกทั้งยังมีวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา วิตามินซีที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน และแคลเซียมที่มีส่วนช่วยในการดูแลกระดูกและฟัน
ผู้ที่ต้องการเพิ่มชะอมในมื้ออาหาร ควรเลือกรับประทานในรูปแบบที่ปรุงสุก เช่น ไข่ชะอม แกงส้ม หรือผัดกับวัตถุดิบอื่น ๆ เพื่อช่วยลดกลิ่นฉุนและทำให้รับประทานได้ง่ายขึ้น ทั้งยังควรรับประทานร่วมกับผักหลากหลายชนิดเพื่อให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน
แม้ว่าชะอมจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรหยุดยา หรือลดขนาดยาด้วยตนเองโดยหวังพึ่งสมุนไพรหรือผักชนิดใดชนิดหนึ่ง หากต้องการปรับเปลี่ยนอาหารเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเพื่อวางแผนการรับประทานที่เหมาะสม
การเลือกรับประทานผักสดหลากหลายชนิดในแต่ละวัน ควบคู่กับการลดอาหารหวาน มัน และเค็ม รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ยังคงเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับว่าช่วยลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้ดีที่สุด