ภาพบริเวณรักแร้ที่มีผิวคล้ำ หนาขึ้น และมีตุ่มเล็ก ๆ จำนวนมาก อาจทำให้หลายคนกังวลทันทีว่าเป็นสัญญาณของโรคร้าย โดยเฉพาะเมื่อมีการแชร์ภาพในโซเชียลพร้อมคำเตือนว่าอาจเกี่ยวข้องกับ “มะเร็ง”
แต่ความจริงคือ ไม่ควรสรุปจากภาพเพียงอย่างเดียวว่าเป็นมะเร็ง เพราะการเปลี่ยนแปลงของผิวบริเวณรักแร้มีสาเหตุได้หลายอย่าง และหลายกรณีไม่ได้เกี่ยวข้องกับมะเร็งเลย
ผิวรักแร้คล้ำและหนาขึ้น อาจเป็นภาวะ “Acanthosis Nigricans”
หนึ่งในภาวะที่พบได้คือ acanthosis nigricans หรือภาวะผิวหนังคล้ำหนา โดยผิวมักมีสีเข้มขึ้น หนา และมีลักษณะคล้ายกำมะหยี่ มักพบบริเวณรักแร้ คอ ขาหนีบ และบริเวณรอยพับต่าง ๆ
ภาวะนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็ง และในหลายคนอาจสัมพันธ์กับ ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ภาวะก่อนเบาหวาน หรือโรคเบาหวาน นอกจากนี้ยังอาจเกี่ยวข้องกับฮอร์โมน ยาบางชนิด หรือปัจจัยอื่น ๆ ได้ด้วย
แล้วเกี่ยวข้องกับมะเร็งจริงหรือไม่?
มีกรณีที่ต้องระวัง โดยเฉพาะเมื่อผิวหนังลักษณะดังกล่าว เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เพราะ acanthosis nigricans ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคบางชนิด รวมถึงมะเร็งบางประเภทได้ แต่ถือเป็นกรณีที่พบไม่บ่อย และจำเป็นต้องให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุ ไม่สามารถวินิจฉัยจากภาพได้เอง
ดังนั้น หากพบว่าผิวบริเวณรักแร้หรือบริเวณอื่นของร่างกาย คล้ำ หนาขึ้น หรือมีตุ่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหากไม่เคยมีอาการมาก่อน ควรนัดพบแพทย์หรือแพทย์ผิวหนังเพื่อประเมิน
ตุ่มบริเวณรักแร้อาจมีสาเหตุอื่นด้วย
ตุ่มเล็ก ๆ บริเวณรักแร้อาจเป็น skin tags (ติ่งเนื้อ) ซึ่งพบได้บ่อยบริเวณรักแร้และมักไม่เป็นอันตราย โดยเฉพาะบริเวณที่มีการเสียดสีกับผิวหนังหรือเสื้อผ้า
อีกภาวะหนึ่งคือ hidradenitis suppurativa ซึ่งมักเริ่มจากก้อนหรือตุ่มคล้ายสิวหรือตุ่มฝีบริเวณรักแร้ หากเป็นซ้ำ ๆ อาจเกิดก้อนลึก ฝี แผล มีหนอง และเกิดแผลเป็นตามมาได้
สัญญาณแบบไหนที่ควรรีบตรวจ?
อย่ารอจนมีอาการรุนแรง หากพบว่าเกิด ก้อนหรือตุ่มใหม่ที่โตขึ้นเรื่อย ๆ แผลไม่หาย มีเลือดออก มีสะเก็ดผิดปกติ หรือผิวหนังเปลี่ยนสีและรูปร่างอย่างต่อเนื่อง ควรให้แพทย์ตรวจ เพราะการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังที่เกิดขึ้นใหม่อาจมีสาเหตุได้หลากหลาย รวมถึงมะเร็งผิวหนังบางชนิด
นอกจากนี้ หากมีก้อนบริเวณรักแร้ร่วมกับ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ไข้ เหงื่อออกตอนกลางคืน หรือมีก้อนบริเวณอื่นของร่างกาย ก็ควรเข้ารับการตรวจเช่นกัน
สิ่งสำคัญที่สุด
ภาพบนอินเทอร์เน็ตอาจทำให้เราตกใจได้ แต่ ผิวหนังที่ผิดปกติไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งเสมอไป การวินิจฉัยจำเป็นต้องพิจารณาลักษณะของผื่น ระยะเวลาที่เกิด การเปลี่ยนแปลงของอาการ ประวัติสุขภาพ และบางกรณีอาจต้องตรวจเลือดหรือเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อเพิ่มเติม
หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีลักษณะคล้ายภาพและอาการ เพิ่งเกิดขึ้นหรือกำลังลุกลามอย่างรวดเร็ว ทางที่ดีที่สุดคือพบแพทย์ผิวหนังเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง แทนการวินิจฉัยด้วยตัวเองจากภาพเพียงอย่างเดียว.