อุทาหรณ์เตือนภัยผู้ปกครอง สาววัย 14 ปี ปวดท้องเรื้อรังนานกว่า 6 เดือน แพทย์เร่งผ่าตัดเจอสิ่

สาววัย 14 ปวดท้องนาน 6 เดือน หมอตะลึงพบสิ่งนี้ในกระเพาะ
ธีม:
ขนาดตัวอักษร:
24px

อาการปวดท้องในเด็กหรือวัยรุ่นมักถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นภาวะกรดไหลย้อน อาหารไม่ย่อย หรืออาการปวดท้องประจำเดือน แต่สำหรับกรณีของเด็กสาววัย 14 ปีรายนี้ อาการปวดท้องที่ดำเนินต่อเนื่องมานานกว่าครึ่งปี กลับซ่อนความจริงที่ทำให้ทั้งครอบครัวและทีมแพทย์ต้องตกตะลึง เมื่อการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดและการผ่าตัดพบสิ่งสิ่งหนึ่งสะสมอยู่ภายในกระเพาะอาหารของเธอ

เรื่องราวนี้นับเป็นอุทาหรณ์ครั้งสำคัญสำหรับผู้ปกครองทุกคน ในการสังเกตพฤติกรรมและสัญญาณเตือนทางร่างกายของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด เพราะอาการปวดท้องธรรมดาที่ไม่หายขาด อาจเป็นสัญญาณของภาวะผิดปกติทางจิตวิทยาและร่างกายที่ซับซ้อนกว่าที่คิด

จุดเริ่มต้นของอาการปวดท้องเรื้อรังที่หาคำตอบไม่ได้

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อเด็กสาววัย 14 ปี เริ่มบ่นกับผู้ปกครองว่ามีอาการปวดแน่นบริเวณท้อง ในช่วงแรก ครอบครัวคิดว่าเป็นเพียงอาการปวดท้องทั่วไปอันเกิดจากการรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา ภาวะแพ้อาหาร หรือการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ จึงได้ทำการดูแลเบื้องต้นและซื้อยาลดกรดมารับประทาน

ทว่า เมื่อเวลาผ่านไปนานกว่า 6 เดือน อาการกลับไม่ดีขึ้น เด็กสาวเริ่มมีอาการปวดเกร็งเป็นระยะ บางครั้งมีอาการอืดแน่น ทานอาหารได้น้อยลง และส่งผลกระทบต่อการเรียนและการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก จนกระทั่งความเจ็บปวดเพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ ผู้ปกครองจึงตัดสินใจนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจหาสาเหตุอย่างจริงจัง

ผลการตรวจและวินิจฉัยที่สร้างความตกตะลึง

เมื่อถึงโรงพยาบาล แพทย์ได้ทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด ทั้งการคลำบริเวณช่องท้องและการส่งตรวจทางรังสีวิทยา ผลการสแกนเผยให้เห็นกลุ่มก้อนมวลขนาดใหญ่ที่มีความหนาแน่นผิดปกติขวางอยู่ภายในกระเพาะอาหาร ซึ่งลักษณะของก้อนดังกล่าวไม่ใช่เนื้องอกหรืออวัยวะที่โตขึ้นมา แต่เป็นสิ่งแปลกปลอมที่สะสมมาเป็นเวลานาน

แพทย์จึงตัดสินใจดำเนินกระบวนการผ่าตัดทางหน้าท้องทันที เพื่อนำสิ่งแปลกปลอมนั้นออกมา ก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต เช่น กระเพาะอาหารทะลุ หรือลำไส้อุดตัน

เมื่อทีมศัลยแพทย์ทำการผ่าตัดกระเพาะอาหาร ภาพที่เห็นตรงหน้าสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนในห้องผ่าตัดอย่างมาก สิ่งแปลกปลอมที่ถูกดึงออกมาคือก้อนเส้นผมขนาดใหญ่ที่พันกันแน่นจนกลายเป็นรูปทรงของกระเพาะอาหาร มีสีดำสนิทและปะปนไปด้วยเศษอาหารตกค้าง ผู้ปกครองถึงกับอึ้งและทำอะไรไม่ถูกเมื่อได้เห็นสิ่งที่ออกมาจากร่างกายของลูกสาว

ทำไมเส้นผมถึงเข้าไปสะสมในกระเพาะอาหารได้?

กรณีที่เกิดขึ้นนี้ ในทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะก้อนเส้นผมในทางเดินอาหาร (Trichobezoar) หรือหากมีส่วนท้ายของก้อนผมยื่นยาวออกไปถึงลำไส้เล็ก จะถูก เรียกว่า กลุ่มอาการราพันเซล (Rapunzel Syndrome)

สาเหตุหลักของภาวะนี้เกิดจากพฤติกรรมความผิดปกติทางจิตใจชนิดหนึ่ง ได้แก่:

  1. โรคดึงผมตัวเอง (Trichotillomania): ผู้ป่วยมักมีความรู้สึกอดใจไม่ได้ที่จะดึงผม ถอนขน หรือเล่นผมตัวเองอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เกิดความเครียด ความวิตกกังวล หรือแม้แต่ตอนที่เผลอคิดอะไรเพลินๆ

  2. โรคชอบทานสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร (Pica): ผู้ป่วยจะนำเส้นผมที่ดึงออกมารับประทาน หรือบางรายอาจมีพฤติกรรมกัดเคี้ยวปลายผมของตนเองอย่างต่อเนื่องโดยไม่รู้ตัว เช่น การเคี้ยวผมขณะนอนหลับหรือขณะอ่านหนังสือ

เนื่องจาก เส้นผมของมนุษย์ประกอบด้วยโปรตีนเคราติน (Keratin) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่เหนียวแน่น กรดย่อยอาหารในกระเพาะไม่สามารถย่อยสลายเส้นผมเหล่านี้ได้ เมื่อเคี้ยวหรือกลืนเส้นผมลงไป เส้นผมจะไปสะสมรวมกันอยู่ในกระเพาะอาหาร เมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือนหรือหลายปี เส้นผมจะจับตัวกับเมือกและเศษอาหารจนกลายเป็นก้อนแข็งขนาดใหญ่ คล้ายกับรูปทรงของกระเพาะอาหาร

สัญญาณเตือนที่ผู้ปกครองควรหมั่นสังเกต

กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญมาก เพราะพฤติกรรมการแอบกลืนเส้นผมมักเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ เด็กบางคนทำไปด้วยความเคยชินโดยไม่บอกใคร หรือทำไปเนื่องจากปัญหาความเครียดสะสม

สัญญาณเตือนทางร่างกายและพฤติกรรมที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่:

  • ผมบางเป็นรอยวง: สังเกตว่าศีรษะของเด็กมีรอยผมร่วงหรือบางลงเป็นจุดๆ โดยเฉพาะบริเวณกลางศีรษะหรือด้านข้าง

  • พฤติกรรมอมหรือเคี้ยวผม: เด็กชอบยกปลายผมมาแตะริมฝีปาก อม หรือกัดเคี้ยวเล่นเป็นประจำ

  • อาการทางระบบย่อยอาหาร: ปวดท้องเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุ อิ่มไว แน่นท้อง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรืออาเจียนหลังรับประทานอาหาร

  • น้ำหนักลดลงผิดปกติ: เนื่องจากก้อนผมเข้าจับพื้นที่ในกระเพาะ ทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง จนเกิดภาวะขาดสารอาหาร

แนวทางการรักษาและการดูแลระยะยาว

การรักษาภาวะนี้ไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงแค่การผ่าตัดนำก้อนเส้นผมออกจากกระเพาะอาหารเท่านั้น เพราะหากสาเหตุทางจิตใจหรือพฤติกรรมยังไม่ได้รับการแก้ไข ผู้ป่วยก็มีโอกาสที่จะกลับมาดึงและกลืนเส้นผมจนเกิดภาวะเดิมขึ้นอีกได้

กระบวนการดูแลอย่างครอบคลุมประกอบด้วย:

  1. การฟื้นฟูทางร่างกาย: หลังการผ่าตัด กระเพาะอาหารอาจต้องใช้เวลาปรับตัวและฟื้นฟู ผู้ป่วยจะต้องได้รับอาหารเหลวอ่อนๆ และค่อยๆ ปรับการรับประทานอาหารเพื่อป้องกันไม่ให้กระเพาะอาหารเกิดการบวมหรืออักเสบ

  2. การปรึกษาจิตแพทย์และนักบำบัด: ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือการเข้ารับการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy - CBT) เพื่อช่วยให้เด็กจัดการกับความเครียด ความวิตกกังวล และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดึงผม

  3. การปรับสภาพแวดล้อม: ผู้ปกครองอาจช่วยลดความเสี่ยงโดยการปรับทรงผมของเด็กให้สั้นลง หรือให้สวมหมวกคลุมศีรษะเวลานอน รวมทั้งหาอุปกรณ์ช่วยคลายเครียดมาให้เด็กฝึกใช้มือทำกิจกรรมอื่นแทน

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า สุขภาพกายและสุขภาพจิตมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด การรับฟังและการสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ของลูกหลานอย่างใส่ใจ จะช่วยให้สามารถรับรู้ปัญหาและเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่จะเกิดอันตรายรุนแรงต่อร่างกาย

บทความในหมวดหมู่เดียวกัน