สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้ข้อมูลสุขภาพอย่างมีวิจารณญาณ ผักเชียงดาเป็นตัวอย่างของพืชพื้นบ้านที่น่าสนใจในทางโภชนาการและการวิจัย แต่คำกล่าวว่าเป็น “ตัวฆ่าน้ำตาล” ต้องได้รับการตรวจสอบจากหลักฐานที่มีคุณภาพ ก่อนที่ผู้บริโภคจะนำไปใช้ตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาโรคเบาหวาน
Chapter 2: งานวิจัยเกี่ยวกับผักเชียงดาและระดับน้ำตาลในเลือดพบอะไรบ้าง?
การศึกษาผักเชียงดาไม่ได้เกิดขึ้นจากคำบอกเล่าเพียงอย่างเดียว แต่มีงานวิจัยทางวิชาการที่พยายามประเมินว่าการรับประทานพืชชนิดนี้สัมพันธ์กับระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดอย่างไร อย่างไรก็ตาม งานวิจัยแต่ละชิ้นมีรูปแบบการศึกษา จำนวนผู้เข้าร่วม และวิธีใช้ผักเชียงดาแตกต่างกัน จึงต้องอ่านผลการศึกษาอย่างรอบคอบก่อนนำไปสรุปเป็นคำแนะนำสำหรับผู้ป่วย
การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมานที่ตีพิมพ์ในปี พ.ศ. 2561 รวบรวมงานวิจัยทางคลินิกเกี่ยวกับผักเชียงดาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 5 การศึกษา รวมผู้เข้าร่วมประมาณ 215 คน งานวิจัยเหล่านี้ศึกษาการใช้ผักเชียงดาเป็นส่วนเสริมร่วมกับการรักษาในช่วงเวลาประมาณ 4–12 สัปดาห์ ผลการวิเคราะห์ไม่พบหลักฐานที่ชัดเจนว่าผักเชียงดาช่วยลดระดับน้ำตาลขณะอดอาหารหรือระดับน้ำตาลสะสม HbA1c ได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม
ผลดังกล่าวมีความหมายว่า แม้งานวิจัยบางส่วนอาจพบแนวโน้มที่น่าสนใจ แต่หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอให้สรุปว่าผักเชียงดาสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างแน่นอน การทดลองที่มีผู้เข้าร่วมไม่มากหรือมีข้อจำกัดด้านการออกแบบอาจยังไม่สามารถสะท้อนผลที่จะเกิดขึ้นในผู้ป่วยจำนวนมากหรือในระยะเวลาหลายปีได้
งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร เมื่อปี พ.ศ. 2566 ศึกษาการดื่มชาจากผักเชียงดาในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยเปรียบเทียบช่วงที่ผู้ป่วยได้รับยาตามแพทย์สั่งกับช่วงที่เพิ่มชาผักเชียงดาเข้าไป ผลการศึกษาพบว่าตัวชี้วัดทางชีวเคมี รวมถึงระดับน้ำตาลขณะอดอาหารและ HbA1c ไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญตลอดช่วงการศึกษา ผู้วิจัยจึงสรุปว่าการดื่มชาผักเชียงดาในการศึกษานี้ไม่ได้แสดงผลต่อระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดอย่างชัดเจน
ต่อมาในปี พ.ศ. 2569 ยังมีการศึกษานำร่องเกี่ยวกับเครื่องดื่มที่ประกอบด้วยผักเชียงดา ใบหม่อน และคาโมมายล์ ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวน 32 คนที่ได้รับยาเมตฟอร์มินอยู่แล้ว งานศึกษานี้ติดตามผล 12 สัปดาห์และเน้นประเมินความปลอดภัยด้วย ผลพบว่าเครื่องดื่มโดยรวมทนต่อได้ในระยะสั้น แต่ไม่ได้แสดงหลักฐานที่เพียงพอว่าช่วยปรับการตอบสนองของระดับน้ำตาลได้อย่างชัดเจน ผู้วิจัยระบุด้วยว่าผลการศึกษาขนาดเล็กนี้ไม่ควรถูกตีความเป็นคำแนะนำในการรักษา
เมื่อพิจารณารวมกัน จะเห็นว่ามีการศึกษาผักเชียงดาในผู้ป่วยจริง แต่หลักฐานยังมีข้อจำกัดและผลการศึกษาไม่ได้สนับสนุนคำกล่าวอ้างว่าผักชนิดนี้สามารถ “ฆ่าน้ำตาล” หรือรักษาเบาหวานได้ การมีงานวิจัยไม่ได้หมายความว่าประโยชน์ได้รับการพิสูจน์แล้วทั้งหมด การศึกษาขนาดใหญ่ที่ออกแบบดีและติดตามผลนานขึ้นยังมีความสำคัญ