เรื่องราวที่เผยแพร่ในสื่อไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 กล่าวถึงหญิงชาวจีนวัย 27 ปีที่มีอาการแสบร้อน คัน และบวมบริเวณอวัยวะเพศหลังเดินทางด้วยรถไฟเป็นเวลานานกว่า 40 ชั่วโมง ก่อนเข้ารับการรักษาและได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นถุงน้ำบริเวณต่อมบาร์โธลิน ซึ่งต่อมามีการติดเชื้อและต้องได้รับการระบายหนอง
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าผ้าอนามัยเป็นสาเหตุโดยตรงของอาการทั้งหมดจากเรื่องราวเพียงกรณีเดียว เพราะอาการบวมและการติดเชื้อบริเวณนี้อาจเกิดได้จากหลายปัจจัย การทำความเข้าใจโรคและการดูแลสุขอนามัยอย่างถูกต้องจึงสำคัญกว่าการตื่นตระหนกกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
Chapter 1: อาการปวดและบวมบริเวณจุดซ่อนเร้นที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม
จากรายงานดังกล่าว หญิงสาวเริ่มมีอาการแสบร้อนและคันบริเวณอวัยวะเพศระหว่างเดินทางกลับจากการท่องเที่ยว เธอเดินทางด้วยรถไฟเป็นเวลานานและมีข้อจำกัดในการเข้าห้องน้ำ ทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนผ้าอนามัยได้ตามที่ต้องการ ในตอนแรกเธอคิดว่าอาการเกิดจากการเสียดสีและความอับชื้น แต่เมื่อผ่านไปหลายวัน ความเจ็บปวดกลับเพิ่มขึ้นจนกระทบต่อการเดินและการใช้ชีวิตประจำวัน
หลังเข้ารับการตรวจ แพทย์วินิจฉัยว่ามีถุงน้ำบริเวณต่อมบาร์โธลิน หรือ Bartholin's cyst ซึ่งเป็นภาวะที่เกิดขึ้นบริเวณต่อมที่อยู่ใกล้ปากช่องคลอด ต่อมดังกล่าวทำหน้าที่สร้างของเหลวเพื่อช่วยหล่อลื่นบริเวณทางเข้าช่องคลอด หากท่อระบายของเหลวเกิดการอุดตัน ของเหลวอาจสะสมจนเกิดเป็นถุงน้ำได้
ถุงน้ำต่อมบาร์โธลินเกิดจากอะไร?
ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ และไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยดูแลความสะอาดไม่ดีเสมอไป สาเหตุสำคัญคือการอุดตันของท่อระบายของต่อมบาร์โธลิน ส่วนถุงน้ำบางกรณีอาจมีเชื้อแบคทีเรียเข้ามาเกี่ยวข้องจนเกิดการอักเสบและกลายเป็นฝี
อาการที่พบได้ ได้แก่ ก้อนบวมใกล้ปากช่องคลอด ความรู้สึกเจ็บขณะนั่งหรือเดิน และความไม่สบายตัวบริเวณจุดซ่อนเร้น หากเกิดการติดเชื้อ อาจมีอาการปวดรุนแรง ผิวหนังแดง ร้อน หรือมีไข้ร่วมด้วย ผู้ป่วยบางรายอาจเจ็บมากจนไม่สามารถทำกิจกรรมตามปกติได้
แม้เรื่องราวของหญิงวัย 27 ปีจะทำให้หลายคนกังวลเกี่ยวกับผ้าอนามัย แต่ควรทำความเข้าใจว่าการใช้ผ้าอนามัยเป็นเวลานานอาจเพิ่มความอับชื้นและการระคายเคืองได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ควรสรุปว่าการไม่เปลี่ยนผ้าอนามัยเป็นสาเหตุโดยตรงของถุงน้ำต่อมบาร์โธลินในผู้ป่วยทุกราย
เมื่อใดควรรีบไปพบแพทย์?
หากพบก้อนบวมบริเวณปากช่องคลอดและมีอาการปวดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ควรเข้ารับการตรวจโดยเร็ว โดยเฉพาะเมื่อมีไข้ หนาวสั่น มีหนอง หรือเจ็บจนเดินและนั่งลำบาก ไม่ควรบีบก้อนหรือพยายามเจาะระบายหนองด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บและเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
แพทย์จะประเมินตำแหน่งของก้อน ขนาด ความรุนแรง และสัญญาณการติดเชื้อ เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม กรณีที่เป็นถุงน้ำขนาดเล็กและไม่มีอาการรุนแรงอาจต้องดูแลแตกต่างจากกรณีที่เกิดฝีและมีหนองสะสม ซึ่งอาจจำเป็นต้องระบายหนองหรือได้รับการรักษาอื่นตามดุลยพินิจของแพทย์
บทเรียนสำคัญจากเรื่องนี้จึงไม่ใช่การหวาดกลัวผ้าอนามัย แต่คือการไม่ละเลยอาการผิดปกติของร่างกาย หากรู้สึกเจ็บ แสบ คัน หรือบวมอย่างต่อเนื่อง ควรหาสาเหตุที่แท้จริงแทนการซื้อยามาใช้เองหรือรอให้อาการหายไปโดยไม่ตรวจสอบ