ร้องไห้โฮ นศ.สาวตรวจเจอมะเร็ง ฟังหมอเผยสาเหตุ "เครื่องดื่ม" ที่แม่ย้ำให้กินทุกวัน

นักศึกษาสาวร้องไห้หนัก หลังตรวจพบมะเร็ง ฟังคำอธิบายจากแพทย์เกี่ยวกับ “เครื่องดื่ม” ที่แม่ให้ดื่มทุกวัน จนเกิดคำถามที่หลายคนอยากรู้

Chapter 1

ธีม:
ขนาดตัวอักษร:
24px

Chapter 1

นักศึกษาสาววัยเพียง 22 ปี ต้องเผชิญกับข่าวร้ายที่เปลี่ยนชีวิตไปอย่างไม่คาดคิด หลังเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลเพราะมีอาการอ่อนเพลีย ท้องเสียบ่อยครั้ง และปวดท้องอย่างรุนแรง ผลการตรวจกลับพบความผิดปกติในตับ จนแพทย์วินิจฉัยว่าเธอเป็นมะเร็งตับ ข่าวนี้ทำให้หญิงสาวถึงกับร้องไห้ออกมา เพราะเธอยังอยู่ในวัยเรียนและกำลังทุ่มเทให้กับอนาคตของตัวเอง ขณะเดียวกัน เรื่องราวที่เผยแพร่เกี่ยวกับกรณีนี้ยังกล่าวถึงพฤติกรรมการเก็บถั่วเหลืองไว้นานจนขึ้นรา ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ผู้คนหันมาให้ความสนใจกับอันตรายจากอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษจากเชื้อรา

หญิงสาวรายนี้ใช้นามสมมุติว่า “เยน เยน” เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยในเมืองเทียนจิน ประเทศจีน ช่วงเวลานั้นเธอกำลังเผชิญกับภาระการเรียนที่หนักหน่วง เพราะต้องเตรียมตัวสอบสำเร็จการศึกษาและวางแผนศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ตารางชีวิตในแต่ละวันเต็มไปด้วยการอ่านหนังสือ ทบทวนบทเรียน และเตรียมตัวสำหรับการสอบ เธอใช้เวลาตั้งแต่เช้าจนถึงดึกเพื่อให้สามารถทำตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ จึงมีเวลาพักผ่อนค่อนข้างจำกัด และอาจไม่ได้ใส่ใจกับความเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ ของร่างกายมากเท่าที่ควร

นอกจากภาระการเรียนแล้ว เยน เยน ยังมีประวัติเป็นโรคตับอักเสบบี ซึ่งเป็นโรคที่ต้องได้รับการติดตามดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม เธอรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งเพื่อควบคุมโรคมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ครอบครัว โดยเฉพาะแม่ของเธอ มีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของลูกสาวเป็นอย่างมาก เนื่องจากลูกต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย ห่างไกลจากบ้าน ทำให้แม่ไม่สามารถดูแลเรื่องอาหารการกินและชีวิตประจำวันได้ด้วยตัวเองเหมือนตอนที่ลูกอยู่บ้าน

ด้วยความเป็นห่วง แม่จึงพยายามหาวิธีช่วยดูแลสุขภาพของลูกสาวผ่านสิ่งที่ตนเองสามารถทำได้ เมื่อได้อ่านข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตที่กล่าวว่านมถั่วเหลืองอาจเป็นประโยชน์ต่อตับ เธอจึงแนะนำให้ลูกดื่มนมถั่วเหลืองเป็นประจำ โดยหวังว่าจะช่วยบำรุงสุขภาพและเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลร่างกาย หญิงสาวทำตามคำแนะนำของแม่ และเริ่มมีนิสัยดื่มนมถั่วเหลืองที่ทำจากถั่วเหลืองด้วยตัวเองมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยปีที่ 2 จนกลายเป็นกิจวัตรที่ทำต่อเนื่องมาประมาณสองปี

สำหรับแม่แล้ว การโทรศัพท์เตือนให้ลูกดูแลตัวเองเป็นวิธีแสดงความรักที่ทำได้ แม้จะไม่ได้อยู่ใกล้กัน เธออยากให้ลูกสาวได้รับสารอาหารที่ดีและมีแรงเรียนหนังสือ โดยไม่รู้ว่าการเก็บวัตถุดิบอย่างไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดปัญหาที่แตกต่างไปจากสิ่งที่ตั้งใจไว้ เรื่องนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชวนให้เห็นว่า แม้ความปรารถนาดีของครอบครัวจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การดูแลสุขภาพด้วยอาหารก็ต้องคำนึงถึงความสะอาด คุณภาพของวัตถุดิบ และวิธีเก็บรักษาควบคู่กันไปด้วย

ตามเรื่องราวที่เผยแพร่ เยน เยน มักซื้อถั่วเหลืองมาครั้งละจำนวนมากเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย จากนั้นเก็บถั่วเหลืองไว้ในถุงเป็นเวลานานหลายเดือน เมื่อเวลาผ่านไป ถั่วเหลืองบางส่วนเริ่มขึ้นรา แต่เธอไม่ได้ทิ้งทั้งหมด เพราะคิดว่าอาจยังนำกลับมาใช้ได้ เธอเลือกนำถั่วเหลืองที่มีรามาล้างส่วนที่เห็นได้ชัดออก แล้วนำไปต้มทำเป็นนมถั่วเหลืองดื่มต่อไป พฤติกรรมนี้อาจดูเหมือนเป็นวิธีประหยัดเงินในชีวิตประจำวัน แต่แท้จริงแล้วอาหารที่ขึ้นราอาจมีความเสี่ยงมากกว่าที่มองเห็นด้วยตาเปล่า

เชื้อราบางชนิดสามารถสร้างสารพิษที่เรียกว่าอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) ซึ่งเป็นสารพิษที่มีความสำคัญต่อความปลอดภัยของอาหาร โดยเฉพาะเมื่อปนเปื้อนในธัญพืช ถั่ว และวัตถุดิบทางการเกษตรบางประเภท สารพิษชนิดนี้เป็นที่รู้จักในด้านความสามารถในการทำลายตับ และการได้รับสารอะฟลาทอกซินในปริมาณมากหรือได้รับซ้ำเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับได้

สิ่งที่น่ากังวลคือการมองเห็นเชื้อราบนผิวอาหารไม่ได้หมายความว่าส่วนที่เหลือจะปลอดภัยเสมอไป เส้นใยของเชื้อราและสารพิษที่เชื้อราบางชนิดสร้างขึ้นอาจกระจายไปยังบริเวณที่ไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน การล้างเฉพาะส่วนที่ขึ้นราออกจึงไม่ใช่วิธีที่เชื่อถือได้ในการกำจัดความเสี่ยง และการนำวัตถุดิบดังกล่าวไปต้มก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าสารพิษจะถูกทำลายจนหมด

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวที่เผยแพร่เกี่ยวกับเยน เยน ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันว่าการดื่มนมถั่วเหลืองเป็นสาเหตุโดยตรงของมะเร็งตับ เพราะเธอมีประวัติโรคตับอักเสบบีอยู่ก่อนแล้ว และการพิจารณาสาเหตุของมะเร็งต้องอาศัยข้อมูลทางการแพทย์ที่ครบถ้วน การมีประวัติโรคตับอักเสบบีเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อมะเร็งตับ ขณะที่การบริโภคอาหารที่อาจปนเปื้อนอะฟลาทอกซินเป็นอีกปัจจัยที่ควรระวัง ทั้งสองประเด็นจึงต้องแยกจากกันอย่างชัดเจน ไม่ควรสรุปว่าถั่วเหลืองหรือนมถั่วเหลืองที่ทำเองเป็นอันตรายโดยตัวมันเอง

สิ่งที่เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนคือ การดูแลสุขภาพไม่ควรอาศัยความเชื่อจากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับตับ การเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต้องเริ่มจากวัตถุดิบที่ปลอดภัย และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เกี่ยวกับการรักษาโรคเดิมอย่างต่อเนื่อง เพราะแม้อาหารบางชนิดจะมีคุณค่าทางโภชนาการ แต่ก็ไม่สามารถใช้แทนยา หรือทดแทนการติดตามอาการทางการแพทย์ได้

Chapter 2

หลังจากดื่มนมถั่วเหลืองที่ทำเองเป็นประจำมาประมาณสองปี เยน เยน เริ่มสังเกตว่าร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนเดิม เธอรู้สึกอ่อนเพลียและเซื่องซึมมากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีอาการท้องเสียบ่อยครั้ง ในช่วงแรกหญิงสาวคิดว่าอาการเหล่านี้อาจเกิดจากการเรียนหนัก ความเครียดจากการเตรียมสอบ หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ เพราะชีวิตประจำวันของเธอเต็มไปด้วยภาระที่ต้องรับผิดชอบ เธอจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับอาการมากนัก และหวังว่าเมื่อพักผ่อนหรือผ่านช่วงสอบไปแล้ว ร่างกายจะกลับมาดีขึ้นเอง

บทความในหมวดหมู่เดียวกัน

ร้องไห้โฮ นศ.สาวตรวจเจอมะเร็ง ฟังหมอเผยสาเหตุ "เครื่องดื่ม" ที่แม่ย้ำให้กินทุกวัน

2 Part