เรื่องความตายเป็นสิ่งที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ แต่ก็เป็นหัวข้อที่หลายคนไม่อยากพูดถึง โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับพ่อแม่ที่เรารักมากที่สุด อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงวันที่ท่านอายุมากขึ้น สุขภาพถดถอย และเริ่มมีสัญญาณบางอย่างปรากฏขึ้น ลูกหลานยิ่งจำเป็นต้องเข้าใจ และเตรียมใจ รวมถึงเตรียมตัวให้พร้อมทั้งด้านจิตใจ การดูแล และเรื่องต่าง ๆ รอบตัวท่าน
อาการข้อแรกที่พบได้บ่อยคือ ร่างกายอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน จากคนที่เคยเดินเหินได้คล่อง กลับกลายเป็นเดินช้าลง ลุกนั่งลำบาก หรือเหนื่อยง่ายแม้เพียงขึ้นบันไดไม่กี่ขั้น บางคนต้องนั่งหรือนอนพักบ่อย ๆ รับประทานข้าวได้น้อยลง น้ำหนักลด ใบหน้าซูบซีด สิ่งเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าท่านจะจากไปในทันที แต่เป็นสัญญาณว่าร่างกายเริ่มเสื่อมตามวัย และอาจมีโรคประจำตัวที่กำเริบขึ้น ลูกหลานควรพาท่านไปพบแพทย์ ตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และช่วยดูแลกิจวัตรประจำวันใกล้ชิดขึ้น
อาการข้อที่สองคือ ความจำและจิตใจเปลี่ยนไป บางท่านเริ่มหลงลืมง่าย พูดซ้ำ ถามเรื่องเดิมบ่อย ๆ จำวัน เวลา หรือแม้แต่ชื่อคนใกล้ตัวไม่ได้ ในบางช่วงอาจมีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย เงียบผิดปกติ หรือดูเหม่อลอยบ่อย ๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่ควรตำหนิหรือน้อยใจ แต่เป็นสัญญาณว่าทั้งสมองและใจของท่านกำลังอ่อนล้า การที่ลูกหลานเข้าไปนั่งคุยด้วย ฟังท่านเล่า ซ้ำเรื่องเก่า ๆ ไปด้วยกัน จับมือเบา ๆ ให้ความอบอุ่นทางใจ จะช่วยให้ท่านรู้สึกว่า “ยังไม่ถูกทิ้ง” และยังมีคุณค่าในสายตาลูกหลานเสมอ
ข้อที่สามคือ ท่านเริ่มพูดถึงอดีตและเรื่องความตายบ่อยขึ้น พ่อแม่บางคนอาจเล่าเรื่องวัยเด็ก เรื่องลำบากในอดีต เรื่องที่เคยทำผิดพลาด หรือสิ่งที่เคยเสียใจซ้ำ ๆ เหมือนอยากระบาย ก่อนจะจากไปอย่างเบาสบายใจ บางคนเริ่มพูดว่า “ถ้าแม่ไม่อยู่แล้ว...” หรือ “ถ้าพ่อไปก่อน...” คำพูดเหล่านี้แม้จะทำให้ลูกหลานสะเทือนใจ แต่แท้จริงแล้วคือสัญญาณว่าท่านกำลังค่อย ๆ ทำใจยอมรับความจริงของชีวิต การที่ลูกหลานกล้าฟัง กล้าพูดคุยเรื่องเหล่านี้อย่างนุ่มนวล ไม่หลบเลี่ยง และตอบท่านด้วยความรัก เช่น บอกว่ารักท่านมาก ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ท่านทำมาแล้ว ก็เป็นการปลอบโยนใจท่านอย่างลึกซึ้ง
ข้อที่สี่คือ ท่านเริ่มจัดการ “เรื่องสุดท้าย” ของตัวเอง บางคนจะเริ่มพูดถึงมรดก เอกสารสำคัญ สมุดบัญชี ธนาคาร หรือที่ดิน บางคนฝากฝังให้ดูแลคนในบ้านแทน ฝากให้ลูกหลานไม่ทะเลาะกัน หรือบอกความต้องการสุดท้าย เช่น ไม่อยากให้จัดงานใหญ่ ไม่อยากให้สิ้นเปลือง หรืออยากให้ทำบุญแบบไหน สิ่งเหล่านี้ไม่ควรถูกมองเป็นลางร้าย ตรงกันข้าม มันคือความห่วงใยและความรับผิดชอบของพ่อแม่ที่อยากจัดทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนจากไป ลูกหลานควรรับฟัง ทำความเข้าใจ จดบันทึก และให้เกียรติความต้องการของท่านให้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม อาการทั้ง 4 ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าท่านจะต้องจากไปทันทีหรือในเวลาใดเวลาหนึ่งอย่างแน่นอน เพราะร่างกายและโรคภัยของแต่ละคนแตกต่างกัน สิ่งที่สำคัญกว่าการ “นับวันรอ” คือการใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้มีความหมายมากที่สุด ดูแลท่านให้ดีที่สุด พาไปพบแพทย์เมื่อจำเป็น กอดท่านบ่อย ๆ พูดคำว่ารัก พูดคำว่าขอบคุณในขณะที่ท่านยังได้ยิน ได้รับรู้
เมื่อถึงวันที่พ่อแม่เดินไม่ไหว พูดไม่ชัด หรือจำอะไรไม่ได้แล้ว ลูกหลานจะไม่เสียใจทีหลังว่าทำดีต่อท่านน้อยเกินไป หากวันนี้เรารู้ตัวและเริ่ม “เตรียมตัว – เตรียมใจ” ตั้งแต่ตอนนี้ ความจากลาจะยังคงเจ็บปวด แต่จะเต็มไปด้วยความอบอุ่นและคำว่าขอบคุณ มากกว่าความค้างคาเสียใจที่ไม่เคยทำอะไรให้ท่านในวันที่ยังมีโอกาส