หลังจากแม่แต่งงานใหม่ได้สองปี ผมก็เริ่มคุ้นเคยกับผู้ชายคนหนึ่งที่ครั้งหนึ่งผมเคยเรียกว่า “พ่อเลี้ยง”
ตอนแรกผมไม่เคยคิดว่าจะยอมรับเขาเป็นครอบครัว
ผมอายุเพียง 14 ปีในวันที่แม่พาเขาเข้ามาในบ้าน
เขาชื่อ “นที” เป็นผู้ชายเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูด และไม่เคยพยายามบังคับให้ผมเรียกเขาว่าพ่อ
วันแรกที่เจอกัน เขาเพียงยิ้มแล้วพูดว่า
“ไม่ต้องเรียกฉันว่าพ่อก็ได้ เรียกนทีเหมือนเดิมก็พอ”
ผมไม่ได้ตอบอะไร
เพราะในใจของผมยังมีพ่อแท้อยู่เสมอ
พ่อจากไปตั้งแต่ผมยังเด็ก และผมไม่ต้องการให้ใครเข้ามาแทนที่เขา
แต่ตลอดสองปีที่ผ่านมา นทีไม่เคยพยายามแทนที่พ่อของผมเลย
วันที่ผมไม่สบาย เขาเป็นคนขับรถพาไปโรงพยาบาล
วันที่ผมไม่มีเงินไปโรงเรียน เขาวางเงินไว้บนโต๊ะโดยไม่พูดอะไร
วันที่ผมกลับบ้านดึก เขาจะนั่งรออยู่ที่ห้องรับแขกจนผมกลับมา
และทุกครั้งที่ผมพูดว่า
“ผมทำเองได้”
เขาจะเพียงตอบว่า
“รู้แล้ว แต่ถ้าเหนื่อยก็ให้ฉันช่วย”
ผมไม่เคยพูดขอบคุณเขา
แต่ลึก ๆ ผมรู้ว่าเขากำลังกลายเป็นคนสำคัญในชีวิตของผม
จนกระทั่งสองปีหลังจากแม่แต่งงานใหม่ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
แม่ของผมป่วยหนัก
อาการของแม่ทรุดลงอย่างรวดเร็ว
คืนสุดท้ายในโรงพยาบาล ผมนั่งจับมือแม่อยู่ข้างเตียง
แม่มองผมแล้วพยายามยิ้ม
“ดูแลตัวเองนะลูก…”
ผมพยายามกลั้นน้ำตา
“แม่ไม่ต้องห่วง ผมอยู่กับแม่”
แม่หันไปมองนทีที่ยืนอยู่ปลายเตียง
จากนั้นแม่ก็พูดเบา ๆ
“ฝากลูกด้วยนะ”
นทีพยักหน้า
“ผมสัญญา”
คืนนั้น แม่จากไปอย่างสงบ
บ้านที่เคยมีเสียงหัวเราะของแม่ กลับเงียบจนผมแทบหายใจไม่ออก
ผมคิดว่าชีวิตของผมคงไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว
แต่สิ่งที่ผมไม่คาดคิดคือ หลังงานของแม่ผ่านไปได้ไม่กี่วัน คนรอบข้างเริ่มพูดกัน
“นทีคงไม่อยู่กับเด็กคนนี้หรอก”
“เขาไม่ใช่พ่อแท้ ๆ สักหน่อย”
“ไม่มีแม่แล้ว เขาก็คงแยกทางกัน”
บางคนถึงกับพูดต่อหน้าผม
“เตรียมตัวไว้เถอะ เดี๋ยวพ่อเลี้ยงก็ไป”
ผมได้ยินทุกคำ
และยิ่งได้ยิน ผมก็ยิ่งกลัว
เพราะในความจริง นทีไม่จำเป็นต้องเลี้ยงผมอีกแล้ว
เขาไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับผม
เขาสามารถเก็บของและเดินออกจากบ้านได้ทุกเมื่อ
คืนหนึ่ง ผมเห็นเขานั่งอยู่คนเดียวในห้องรับแขก
บนโต๊ะมีเอกสารหลายฉบับ
ผมเดินเข้าไปหาเขา
“นที…”
เขาเงยหน้าขึ้น
“มีอะไร?”
ผมยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรวบรวมความกล้าถาม
“ถ้าผมต้องย้ายออก… คุณจะบอกผมเมื่อไหร่?”