อาการคันผิวหนังเป็นเวลานานไม่ได้เกิดจากอาการแพ้เสมอไป ในบางกรณีอาจเป็นสัญญาณที่ควรใส่ใจเกี่ยวกับสุขภาพของตับ![]()
ช่วงที่ผ่านมา ที่คลินิกแห่งหนึ่งในประเทศจีน มีผู้คนวัยกลางคนและผู้สูงอายุจำนวนมากเข้ามาพบแพทย์ด้วยอาการคันตามผิวหนัง หลายคนตั้งแต่แรกมั่นใจว่าตนเองมีอาการแพ้ จึงทายาหลายชนิดและรับประทานยาแก้แพ้ แต่อาการกลับไม่ดีขึ้น เมื่อแพทย์ซักประวัติอย่างละเอียด จึงพบว่าหลายคนมีอาการคันในบริเวณที่ค่อนข้างคงที่ โดยมักกระจุกตัวอยู่ 2 บริเวณ ได้แก่ ฝ่ามือและฝ่าเท้า
หลายคนไม่คิดว่าอาการคันผิวหนังที่เป็นเวลานานและรักษาไม่หายอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการทำงานของตับ อย่างไรก็ตาม นี่เป็นความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อย
แพทย์ชาวจีนรายหนึ่งระบุว่า ในผู้ป่วย 10 คนที่มาพบแพทย์ด้วยอาการคันผิวหนัง มีถึง 7–8 คนที่ปฏิกิริยาแรกคือซื้อยาทาแก้แพ้มาทา โดยคิดว่าอาการคันเป็นปัญหาที่เกิดจากผิวหนังโดยตรง โดยเฉพาะผิวของคนวัยกลางคนและผู้สูงอายุมักมีแนวโน้มแห้งมากขึ้น ดังนั้นเมื่อเกิดอาการคัน จึงยิ่งมองข้ามได้ง่าย และคิดเพียงว่าทาครีมบำรุงผิวหรือยาทาสักเล็กน้อยก็น่าจะหาย
อย่างไรก็ตาม แพทย์รายนี้เตือนว่า อาการคันผิวหนังที่เกิดซ้ำและเป็นเวลานานในบริเวณเดิม อาจไม่ได้มีต้นเหตุมาจากผิวหนัง แต่อาจเกี่ยวข้องกับตับ
ทำไมอาการคันผิวหนังจึงอาจเป็นสัญญาณว่าตับมีปัญหา?
ตับมีหน้าที่สำคัญในการเผาผลาญบิลิรูบิน รวมถึงการผลิตและขับน้ำดี เมื่อเกิดความเสียหายต่อตับ เช่น มะเร็งตับที่ทำให้ท่อน้ำดีถูกกดทับ หรือการทำงานของตับลดลง กระบวนการขับน้ำดีตามปกติอาจถูกรบกวน
ส่วนประกอบของเกลือน้ำดีอาจไหลย้อนเข้าสู่กระแสเลือด และถูกลำเลียงไปสะสมบริเวณใต้ผิวหนัง กระตุ้นปลายประสาทบริเวณผิวหนัง จึงทำให้เกิดอาการคัน