2. ผิวบริเวณคอคล้ำขึ้นเรื่อย ๆ หนาและมีผิวสัมผัสหยาบ
“คงเป็นเพราะสกปรก” หรือ “น่าจะเพราะโดนแดดมากเกินไป” เป็นความคิดที่พบได้บ่อยเมื่อผิวบริเวณคอมีสีคล้ำขึ้น
บางคนถึงขั้นขัดผิวแรง ๆ ขณะอาบน้ำ หรือใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวอย่างต่อเนื่อง แต่ผิวบริเวณนั้นก็ยังไม่สว่างขึ้น
หากผิวบริเวณคอไม่ได้เปลี่ยนเพียงสี แต่ยังมีลักษณะหนาขึ้น หยาบ และให้สัมผัสคล้ายกำมะหยี่ อาจเป็นลักษณะของภาวะผิวหนังที่เรียกว่า Acanthosis nigricans (ภาวะผิวหนังดำหนา) ซึ่งมักพบได้บริเวณคอ รักแร้ และขาหนีบ และอาจเกี่ยวข้องกับภาวะดื้อต่ออินซูลินหรือความผิดปกติด้านการเผาผลาญ
ดังนั้น เมื่อพบว่าผิวบริเวณคอเปลี่ยนแปลงผิดปกติ สิ่งแรกที่ควรทำอาจไม่ใช่การหาผลิตภัณฑ์ทำให้ผิวขาวที่แรงขึ้น
แต่ควรสังเกตว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นอยู่นานหรือไม่ และมีลักษณะคล้ายกันเกิดขึ้นบริเวณรักแร้ ขาหนีบ หรือบริเวณรอยพับอื่น ๆ หรือไม่ หากมี โดยเฉพาะในผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อความผิดปกติของระบบเผาผลาญ ควรปรึกษาแพทย์
อย่างไรก็ตาม ผิวบริเวณคอคล้ำไม่ได้หมายความว่าจะเกิดจากความผิดปกติด้านการเผาผลาญเสมอไป โรคผิวหนัง ยาบางชนิด และสาเหตุอื่น ๆ ก็สามารถทำให้สีผิวเปลี่ยนแปลงได้ แพทย์จำเป็นต้องตรวจโดยตรงเพื่อระบุสาเหตุ
3. รู้สึกเหมือนมีอะไรติดอยู่ในลำคอตลอดเวลา
บางคนมักรู้สึกว่า “มีอะไรบางอย่างติดอยู่ในลำคอ” กลืนแล้วรู้สึกไม่สบาย แต่กลับไม่คิดว่าเป็นปัญหาที่จำเป็นต้องไปพบแพทย์
บางคนคิดว่าเป็นอาการเจ็บคอเรื้อรัง ขณะที่บางคนอาจคิดว่าเกิดจากความเสื่อมของกระดูกสันหลังส่วนคอ และเลือกไปนวดบริเวณคอ
ในความเป็นจริง ความรู้สึกเหมือนมีอะไรติดอยู่ในลำคอสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ
หากอาการไม่สบายเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังส่วนคอ ผู้ป่วยมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดหรือตึงบริเวณคอและบ่า การเคลื่อนไหวจำกัด หรือมีอาการชาร้าวลงแขน โดยเฉพาะหลังจากอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน
ขณะที่อาการเจ็บคอมักทำให้เจ็บหรือแสบคอ ไอ มีไข้ หรือรู้สึกไม่สบายขณะกลืน และมีแนวโน้มดีขึ้นเมื่อการอักเสบลดลง