3. ปวดท้อง อาเจียน หรือไม่ยอมรับประทานอาหาร
หากวัตถุเคลื่อนเข้าสู่กระเพาะอาหารหรือลำไส้ เด็กอาจมีอาการปวดท้อง อาเจียน หรือรู้สึกไม่สบายตัว อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้ยืนยันว่ามีสิ่งแปลกปลอมเสมอไป จำเป็นต้องให้บุคลากรทางการแพทย์ตรวจหาสาเหตุ
4. ไอ หายใจผิดปกติ หรือมีเสียงหายใจเปลี่ยนไป
หากสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ทางเดินหายใจ เด็กอาจไออย่างฉับพลัน สำลัก หายใจมีเสียงผิดปกติ หรือหายใจลำบาก ภาวะนี้อาจเป็นเหตุฉุกเฉิน หากเด็กหายใจไม่ออก ไอไม่มีเสียง หรือมีอาการเขียวคล้ำ ต้องขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที
5. อาการที่ดูเหมือนดีขึ้นแต่ยังมีความเสี่ยง
การที่เด็กหยุดร้องไห้หรือกลับมาเล่นได้ ไม่ได้หมายความว่าสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกายแล้ว โดยเฉพาะกรณีที่สงสัยว่าเป็นวัตถุแหลมคม แบตเตอรี่ หรือแม่เหล็ก ผู้ปกครองควรแจ้งแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำ แม้เด็กจะดูเป็นปกติก็ตาม
สำหรับกรณีเด็กหญิงรายนี้ การตรวจเอกซเรย์ช่วยให้ทีมแพทย์พบวัตถุที่อยู่ในกระเพาะอาหาร และสามารถวางแผนเอาออกได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ วิธีตรวจและวิธีรักษาจะขึ้นอยู่กับชนิดของวัตถุ ตำแหน่ง และสภาพของเด็กแต่ละราย
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยด้วยตนเอง เพียงสังเกตความเปลี่ยนแปลงและรีบขอความช่วยเหลือเมื่อสงสัยว่ามีเหตุผิดปกติ ก็เป็นขั้นตอนที่มีประโยชน์อย่างมากต่อความปลอดภัยของเด็ก
Chapter 4: เมื่อเด็กกลืนสกรูหรือวัตถุแหลมคม ควรรับมืออย่างไร
หากสงสัยว่าเด็กกลืนสกรู ตะปู เข็ม หรือวัตถุที่มีปลายแหลมเข้าไป สิ่งแรกที่ควรทำคือรีบพาเด็กไปยังสถานพยาบาลที่สามารถตรวจและดูแลภาวะฉุกเฉินได้ ไม่ควรรอดูอาการเป็นเวลานาน เพราะวัตถุแต่ละชนิดมีความเสี่ยงแตกต่างกัน และวัตถุแหลมคมอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บภายในได้
ระหว่างเตรียมเดินทาง ผู้ปกครองควรพยายามตั้งสติและสังเกตการหายใจของเด็ก หากเด็กหายใจลำบากหรือมีอาการสำลักรุนแรง ต้องขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที ไม่ควรเสียเวลาพยายามนำตัวเด็กส่งโรงพยาบาลด้วยตนเองในสถานการณ์ที่ต้องได้รับการช่วยเหลือด้านทางเดินหายใจอย่างเร่งด่วน