1. ตุ่มแดง คัน หรือแสบหลังใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่
หากตุ่มเริ่มเกิดหลังเปลี่ยนโรลออน สบู่ น้ำหอม หรือผลิตภัณฑ์กำจัดขน อาจเกี่ยวข้องกับการระคายเคืองหรือการแพ้สัมผัส ควรหยุดผลิตภัณฑ์ที่สงสัยชั่วคราวและหลีกเลี่ยงการถูผิวแรง ๆ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือเกิดซ้ำ ควรขอคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร 2. ตุ่มเจ็บ บวม หรือมีหนอง
ตุ่มที่เจ็บเมื่อสัมผัส มีหนอง หรือมีผิวหนังรอบ ๆ ร้อนและแดง อาจเกี่ยวข้องกับการอักเสบหรือติดเชื้อ ไม่ควรบีบตุ่มหรือแบ่งปันผ้าเช็ดตัวและอุปกรณ์ที่สัมผัสบริเวณแผล หากปวดมาก บวมเพิ่ม มีไข้ หรือมีอาการทรุดลง ควรเข้ารับการตรวจโดยเร็ว เพราะอาจต้องได้รับการรักษาเฉพาะ
3. ก้อนใต้ผิวหนังที่ไม่ยุบลง
ก้อนบริเวณรักแร้อาจเป็นต่อมน้ำเหลืองที่โตขึ้นจากการติดเชื้อหรือการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากซีสต์หรือสาเหตุอื่น ๆ ได้ ต่อมน้ำเหลืองที่โตส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ แต่ในบางกรณีอาจสัมพันธ์กับโรคมะเร็ง จึงไม่ควรละเลยก้อนที่ไม่ทราบสาเหตุ
4. ผิวหนังเปลี่ยนสีหรือหนาตัวผิดปกติ
หากผิวหนังรักแร้เปลี่ยนเป็นสีเข้ม หนา หรือมีลักษณะคล้ายกำมะหยี่ อาจเกี่ยวข้องกับภาวะผิวหนังที่เรียกว่า Acanthosis Nigricans ซึ่งพบร่วมกับภาวะดื้อต่ออินซูลินและความผิดปกติทางเมตาบอลิซึมได้ หากเกิดขึ้นใหม่หรือเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ควรให้แพทย์ประเมิน ไม่ควรสรุปเองว่าเป็นมะเร็ง
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้รูปลักษณ์ของตุ่มคือ ระยะเวลาที่เป็นและการเปลี่ยนแปลง หากมีก้อนบริเวณรักแร้ที่โตขึ้น แข็ง ไม่ค่อยเคลื่อนไหว หรือยังคงอยู่เกินประมาณสองสัปดาห์ ควรนัดพบแพทย์เพื่อประเมิน โดยเฉพาะเมื่อมีน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เหงื่อออกกลางคืนมาก หรือมีไข้เรื้อรังร่วมด้วย
อย่ารอให้ตุ่มมีขนาดใหญ่หรือมีอาการเจ็บรุนแรงก่อนจึงไปตรวจ ในทางกลับกันก็ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวทุกครั้งที่มีตุ่มเล็ก ๆ เพราะหลายกรณีเกิดจากสาเหตุทั่วไป การสังเกตอย่างเหมาะสมและเข้ารับการประเมินเมื่อมีข้อบ่งชี้เป็นวิธีที่สมดุลกว่า
Chapter 3: ก้อนที่รักแร้เกี่ยวข้องกับมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองหรือไม่?
คำถามที่หลายคนกังวลคือ ก้อนที่รักแร้สามารถเป็นสัญญาณของมะเร็งได้หรือไม่ คำตอบคือเป็นไปได้ในบางกรณี แต่สาเหตุส่วนใหญ่ของก้อนหรือต่อมน้ำเหลืองโตเกี่ยวข้องกับภาวะที่ไม่ใช่มะเร็ง การแยกความแตกต่างต้องอาศัยการตรวจ ไม่สามารถตัดสินจากภาพหรือการคลำเพียงครั้งเดียวได้