อีกหนึ่งข้อผิดพลาดที่ไม่ควรมองข้ามคือการรับประทานไข่ที่ปรุงไม่สุก โดยเฉพาะไข่ที่มีไข่ขาวหรือไข่แดงยังเหลว รวมถึงอาหารที่มีไข่ดิบเป็นส่วนผสม เช่น ซอสบางชนิด ขนมที่ไม่ได้ผ่านความร้อน และเครื่องดื่มที่ใช้ไข่ดิบ การปรุงไม่ทั่วถึงอาจทำให้เชื้อก่อโรคที่อยู่ในไข่ยังคงมีชีวิตอยู่ได้
ปรุงไข่ให้สุกทั่วถึงก่อนรับประทาน
หน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารแนะนำให้ปรุงไข่จนไข่ขาวและไข่แดงแข็งตัว หากเป็นอาหารที่มีไข่เป็นส่วนประกอบ เช่น ไข่อบหรืออาหารประเภทหม้ออบ ควรปรุงให้ถึงอุณหภูมิที่ปลอดภัยตามคำแนะนำด้านอาหาร สำหรับผู้ที่ชอบไข่แดงเยิ้ม ควรตระหนักว่าการปรุงไม่สุกทั่วถึงมีความเสี่ยงมากกว่าการปรุงให้สุก โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีโอกาสเกิดอาการรุนแรงเมื่อได้รับเชื้อ
กลุ่มที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เพราะอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อสูงกว่าคนทั่วไป สำหรับเมนูที่ต้องใช้ไข่ดิบหรือไข่ที่ปรุงไม่สุก ควรเลือกผลิตภัณฑ์ไข่พาสเจอไรซ์ที่เหมาะกับการใช้งาน แทนการใช้ไข่ดิบทั่วไปโดยไม่ทราบแหล่งที่มา
นอกจากนี้ ควรล้างมือด้วยสบู่ก่อนและหลังสัมผัสไข่ดิบ ทำความสะอาดมีด ชาม เขียง และพื้นผิวที่ใช้เตรียมอาหาร ไม่ควรใช้ภาชนะที่สัมผัสไข่ดิบกับอาหารที่ปรุงสุกแล้วโดยไม่ล้างให้สะอาด การแยกอุปกรณ์สำหรับอาหารดิบและอาหารพร้อมรับประทานช่วยลดโอกาสการปนเปื้อนข้ามได้
ไข่ต้มที่เหลือควรเก็บไว้อย่างไร
ไข่ต้มที่รับประทานไม่หมดไม่ควรวางทิ้งไว้บนโต๊ะจนกว่าจะถึงมื้อถัดไป ควรนำเข้าตู้เย็นภายใน 2 ชั่วโมงหลังปรุงเสร็จ และหากอุณหภูมิภายนอกสูงกว่า 32 องศาเซลเซียส ควรนำไปแช่เย็นภายใน 1 ชั่วโมง เมื่อเก็บในตู้เย็นที่มีอุณหภูมิประมาณ 4 องศาเซลเซียสหรือต่ำกว่า ไข่ต้มทั้งที่ยังมีเปลือกและไข่ที่ปอกแล้วสามารถเก็บได้ไม่เกินประมาณ 7 วันตามคำแนะนำของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ
ควรใส่ไข่ต้มในภาชนะสะอาดที่มีฝาปิด และแยกออกจากเนื้อสัตว์ดิบหรืออาหารที่อาจปนเปื้อน หากนำไข่ต้มไปประกอบเป็นเมนูอื่น เช่น สลัดไข่หรืออาหารที่มีส่วนผสมหลายชนิด ควรจัดเก็บตามคำแนะนำสำหรับอาหารปรุงสุกประเภทนั้น และไม่ควรเก็บอาหารที่เหลือไว้นานเกินช่วงเวลาที่แนะนำ
หากไข่ต้มถูกวางทิ้งไว้นานเกินกำหนด หรือไม่แน่ใจว่าเก็บไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสมหรือไม่ ควรทิ้งแทนการเสี่ยงรับประทาน การนำอาหารกลับมาอุ่นไม่ได้รับประกันว่าจะทำให้อาหารที่เก็บผิดวิธีกลับมาปลอดภัยเสมอไป
อาการอาหารเป็นพิษแบบใดที่ควรพบแพทย์
การติดเชื้อซัลโมเนลลาอาจทำให้เกิดอาการท้องเสีย ปวดท้อง มีไข้ คลื่นไส้ หรืออาเจียน อาการอาจเริ่มภายในช่วงเวลาที่แตกต่างกันหลังรับประทานอาหารที่ปนเปื้อน และความรุนแรงก็แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล หากมีอาการท้องเสียรุนแรง อาเจียนจนดื่มน้ำไม่ได้ มีเลือดปนในอุจจาระ ปวดท้องมาก หรือมีสัญญาณขาดน้ำ ควรรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์
หากมีคนหลายคนเจ็บป่วยหลังรับประทานอาหารร่วมกัน ควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับอาหารที่รับประทานและช่วงเวลาที่เริ่มมีอาการ ไม่ควรสรุปเองว่าไข่เป็นสาเหตุโดยไม่มีการตรวจสอบ เพราะอาหารชนิดอื่นหรือการปนเปื้อนในขั้นตอนการเตรียมอาหารก็อาจเป็นต้นเหตุได้เช่นกัน