8. การขับถ่ายเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
หากมีอาการท้องผูกหรือท้องเสียต่อเนื่อง อุจจาระมีลักษณะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน หรือรู้สึกถ่ายไม่สุดเป็นประจำ ควรสังเกตและพิจารณาปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อมีเลือดปนในอุจจาระ ปวดท้องเรื้อรัง หรือมีน้ำหนักลดร่วมด้วย
ความผิดปกติของการขับถ่ายอาจมาจากอาหาร การใช้ยา ภาวะลำไส้แปรปรวน หรือการติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่องอาจเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้ในโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
ผู้ที่มีอาการไม่ควรตื่นตระหนก แต่ควรให้ความสำคัญกับระยะเวลาที่เป็นและอาการร่วม เพื่อให้แพทย์พิจารณาว่าจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมหรือไม่
9. กลืนอาหารลำบากหรือรู้สึกอาหารติดคอ
หากเริ่มกลืนอาหารลำบาก รู้สึกว่าอาหารติดคอ หรือมีอาการเจ็บขณะกลืนอย่างต่อเนื่อง ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่ออาการเกิดขึ้นบ่อยหรือรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ปัญหานี้อาจเกิดจากกรดไหลย้อน การอักเสบ ความผิดปกติของกล้ามเนื้อ หรือโรคของหลอดอาหารและลำคอ รวมถึงมะเร็งบางชนิด หากปล่อยไว้อาจส่งผลให้รับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ไม่เพียงพอ
หากกลืนไม่ได้อย่างฉับพลัน มีอาการหายใจติดขัด หรือสงสัยว่ามีสิ่งอุดกั้นทางเดินหายใจ ควรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที ไม่ควรรอให้อาการหายเอง
10. มีอาการปวดเรื้อรังหรือความผิดปกติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
อาการปวดตามร่างกายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่หากปวดต่อเนื่องโดยไม่ทราบสาเหตุ ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือเริ่มรบกวนการนอนหลับและการใช้ชีวิตประจำวัน ควรเข้ารับการตรวจ
นอกจากนี้ อาการไข้ที่เป็นซ้ำหรือยืดเยื้อ เหงื่อออกมากในเวลากลางคืนโดยไม่ทราบสาเหตุ และความอยากอาหารลดลงอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ควรสังเกต โดยเฉพาะเมื่อเกิดร่วมกับอาการอื่น เช่น ก้อนผิดปกติ น้ำหนักลด หรืออ่อนเพลียมาก
อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งโดยตรง เพราะโรคติดเชื้อและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ก็ทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้ สิ่งสำคัญคือการตรวจหาสาเหตุอย่างถูกต้องแทนการคาดเดาจากอาการเพียงอย่างเดียว
เมื่อพบอาการเหล่านี้ ควรทำอย่างไร?
หากคุณพบหนึ่งในอาการข้างต้น ไม่จำเป็นต้องตกใจหรือสรุปว่าตนเองเป็นมะเร็ง แต่ควรสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์เมื่อมีข้อกังวล
แนวทางดูแลตัวเองเบื้องต้นมีดังนี้
-
บันทึกอาการ: จดวันที่เริ่มมีอาการ ความถี่ ความรุนแรง และสิ่งที่ทำให้อาการดีขึ้นหรือแย่ลง
-
สังเกตความเปลี่ยนแปลง: หากอาการไม่ดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ หรือมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ควรนัดพบแพทย์โดยไม่ควรรอให้มีอาการปวด
-
หลีกเลี่ยงการวินิจฉัยด้วยตัวเอง: ไม่ควรใช้ภาพถ่ายหรือข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์เพียงอย่างเดียวในการสรุปว่าเป็นโรคใด
-
เข้ารับการตรวจตามคำแนะนำ: แพทย์อาจพิจารณาตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ตรวจภาพทางการแพทย์ หรือการตรวจเฉพาะทางตามอาการและปัจจัยเสี่ยง
-
ตรวจคัดกรองตามความเหมาะสม: ควรสอบถามแพทย์เกี่ยวกับการตรวจคัดกรองมะเร็งที่เหมาะกับอายุ ประวัติครอบครัว และความเสี่ยงของแต่ละบุคคล
สถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า อาการหลายอย่างที่อาจพบในผู้ป่วยมะเร็งมักเกิดจากสาเหตุอื่นได้เช่นกัน แต่หากอาการไม่ดีขึ้นภายในสองสามสัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อรับการประเมินอย่างเหมาะสม
สรุป: รู้ทันความเปลี่ยนแปลง ช่วยให้ดูแลสุขภาพได้เร็วขึ้น
ร่างกายของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน อาการผิดปกติจึงไม่ได้เกิดขึ้นเหมือนกันทุกคน และมะเร็งแต่ละชนิดก็มีสัญญาณที่แตกต่างกัน บางชนิดอาจไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก ทำให้การตรวจคัดกรองตามคำแนะนำทางการแพทย์มีความสำคัญสำหรับผู้ที่อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
หากคุณพบก้อนผิดปกติ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ มีเลือดออกผิดปกติ แผลไม่หาย ไอเรื้อรัง หรือมีความเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่าปล่อยผ่านเพียงเพราะอาการยังไม่รุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุและรับการดูแลที่เหมาะสม
จำไว้ว่า การพบอาการหนึ่งในสิบข้อไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นมะเร็ง แต่การสังเกตความเปลี่ยนแปลงและเข้ารับการตรวจเมื่อจำเป็น เป็นขั้นตอนสำคัญในการดูแลสุขภาพของตัวเอง
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากแพทย์ได้