เตือนคนชอบกินเห็ดหูหนู! ระวังสารพิษและเชื้อโรคจากการแช่ผิดวิธี เสี่ยงอาหารเป็นพิษโดยไม่รู้ตัว

เห็ดหูหนูที่หลายบ้านกินเป็นประจำอาจมีความเสี่ยง หากแช่และเก็บรักษาไม่ถูกวิธี

Chapter 1

ธีม:
ขนาดตัวอักษร:
24px

Chapter 1: เห็ดหูหนูมีสารพิษร้ายแรงจริงหรือไม่? เข้าใจความเสี่ยงก่อนรับประทาน

เห็ดหูหนูเป็นวัตถุดิบที่พบได้บ่อยในอาหารเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นยำเห็ดหูหนู ผัดเห็ดหูหนูใส่ไข่ แกงจืด หรืออาหารประเภทผัดและต้ม เห็ดชนิดนี้มีเนื้อสัมผัสกรุบกรอบ รับประทานง่าย และสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายครอบครัวซื้อเห็ดหูหนูแห้งเก็บไว้ในครัวเพื่อใช้ปรุงอาหารได้ทุกเมื่อ

อย่างไรก็ตาม ภาพข่าวที่กล่าวถึงเห็ดหูหนูว่าเป็นแหล่งของสารพิษร้ายแรงซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับมะเร็งตับ ทำให้ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเกิดความกังวล โดยเฉพาะข้อความที่เปรียบเทียบความเป็นพิษกับสารหนูถึง 68 เท่า แต่สิ่งสำคัญคือควรแยกข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ออกจากข้อความพาดหัว เพราะยังไม่มีหลักฐานน่าเชื่อถือที่ยืนยันว่าเห็ดหูหนูทั่วไปมีสารพิษชนิดหนึ่งที่เป็นอันตรายกว่าสารหนู 68 เท่า หรือการรับประทานเห็ดหูหนูตามปกติจะทำให้เกิดมะเร็งตับโดยตรง

สารพิษที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งตับและเป็นที่รู้จักในวงการอาหารคือ อะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) ซึ่งเป็นสารพิษจากเชื้อราบางชนิด โดยเฉพาะเชื้อราในกลุ่ม Aspergillus สารนี้อาจปนเปื้อนในอาหารบางประเภท เช่น ถั่วลิสง ข้าวโพด ธัญพืช และอาหารที่เก็บรักษาในสภาพอับชื้นหรือไม่เหมาะสม อะฟลาทอกซินชนิด B1 มีหลักฐานชัดเจนว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ โดยเกี่ยวข้องกับมะเร็งตับ

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำข้อมูลเกี่ยวกับอะฟลาทอกซินไปสรุปว่าเห็ดหูหนูทุกชนิดมีสารนี้ หรือเห็ดหูหนูเป็นต้นเหตุของมะเร็งตับโดยตรง ความเสี่ยงของอาหารขึ้นอยู่กับชนิดของวัตถุดิบ แหล่งผลิต สภาพการเก็บรักษา และการปนเปื้อนที่เกิดขึ้นจริง ผู้บริโภคจึงควรเลือกซื้อเห็ดจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ตรวจสอบบรรจุภัณฑ์และสภาพสินค้า และหลีกเลี่ยงเห็ดที่มีเชื้อรา กลิ่นอับ หรือความผิดปกติที่สังเกตได้

ความเสี่ยงที่ควรระวังเป็นพิเศษคือการแช่เห็ดแห้งทิ้งไว้นานเกินไป

เห็ดหูหนูแห้งต้องผ่านการแช่น้ำก่อนนำไปประกอบอาหาร เมื่อเห็ดดูดน้ำและกลับมามีความชื้นสูงขึ้น หากวางทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องเป็นเวลานาน เชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนอยู่สามารถเพิ่มจำนวนได้ โดยแบคทีเรียบางชนิดอาจสร้างสารพิษที่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยจากอาหาร

ศูนย์ความปลอดภัยอาหารของฮ่องกงให้คำแนะนำว่า เห็ดแห้งที่นำมาแช่น้ำไม่ควรแช่ในอุณหภูมิห้องนานเกินประมาณ 2 ชั่วโมง หากจำเป็นต้องแช่นานกว่านั้นควรเก็บไว้ในตู้เย็น และควรนำเห็ดที่แช่แล้วไปปรุงอาหารโดยเร็ว หากพบว่าเห็ดมีเมือกหรือกลิ่นผิดปกติหลังแช่ ควรทิ้งทันที

อีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการอาหารคือกรณีการระบาดของเชื้อ Salmonella ที่เชื่อมโยงกับเห็ดหูหนูแห้งนำเข้าบางรายการในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2020 หน่วยงานอาหารและยาของสหรัฐฯ ได้สอบสวนการระบาดดังกล่าวและระบุผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าแม้จะเป็นเห็ดแห้งที่นิยมรับประทาน ก็ยังมีโอกาสเกิดการปนเปื้อนเชื้อโรคได้ หากกระบวนการผลิตหรือการจัดการไม่ปลอดภัย

ดังนั้น ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่การกล่าวโทษเห็ดหูหนูทั้งหมด แต่อยู่ที่การรู้จักเลือกซื้อและจัดการวัตถุดิบอย่างถูกสุขลักษณะ โดยเฉพาะเห็ดที่ผ่านการแช่น้ำแล้ว เพราะความชื้นและอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมอาจเปลี่ยนอาหารที่ดูปกติให้กลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้

Chapter 2: วิธีแช่เห็ดหูหนูให้ปลอดภัย ลดความเสี่ยงอาหารเป็นพิษที่หลายคนมองข้าม

การรับประทานเห็ดหูหนูไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงสำหรับทุกคน แต่ควรให้ความสำคัญกับขั้นตอนตั้งแต่ก่อนแช่จนถึงหลังปรุงอาหาร เพราะการจัดการวัตถุดิบอย่างเหมาะสมช่วยลดโอกาสการปนเปื้อนและการเพิ่มจำนวนของเชื้อแบคทีเรียได้

เลือกซื้อเห็ดแห้งจากแหล่งที่เชื่อถือได้

ขั้นตอนแรกเริ่มตั้งแต่การเลือกซื้อ ควรเลือกเห็ดหูหนูแห้งที่บรรจุในหีบห่อสะอาด มีฉลากและข้อมูลผู้ผลิตชัดเจน ตรวจสอบวันผลิตและวันหมดอายุ รวมถึงสภาพบรรจุภัณฑ์ว่าไม่มีรอยฉีกขาดหรือความชื้นเข้าไปภายใน

หากเปิดบรรจุภัณฑ์แล้วพบว่าเห็ดมีกลิ่นอับ กลิ่นเหม็นผิดปกติ มีคราบคล้ายเชื้อรา หรือมีลักษณะเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ควรนำมาปรุงอาหารเพื่อทดลองดูว่ายังรับประทานได้หรือไม่ เพราะสารพิษจากเชื้อราบางชนิดไม่สามารถกำจัดได้ด้วยการปรุงอาหารตามปกติ การตัดส่วนที่เห็นว่าผิดปกติออกก็ไม่ใช่วิธีรับประกันความปลอดภัย

บทความในหมวดหมู่เดียวกัน

เตือนคนชอบกินเห็ดหูหนู! ระวังสารพิษและเชื้อโรคจากการแช่ผิดวิธี เสี่ยงอาหารเป็นพิษโดยไม่รู้ตัว

2 Part