Chapter 1: ปุ่มปรับความเย็นเล็ก ๆ ในตู้เย็นมีหน้าที่อะไร และควรหมุนไปที่เลขใด?
หลายครอบครัวเปิดตู้เย็นเพื่อหยิบอาหารและเครื่องดื่มหลายครั้งต่อวัน แต่มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคยสังเกตปุ่มปรับอุณหภูมิขนาดเล็กซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณด้านในของตู้เย็น บางรุ่นเป็นปุ่มหมุนที่มีตัวเลขตั้งแต่ 1 ถึง 5 หรือ 1 ถึง 7 ขณะที่บางรุ่นใช้คำว่า MIN และ MAX เพื่อบอกระดับการทำความเย็น
ปุ่มดังกล่าวมีความสำคัญมากกว่าที่คิด เพราะเป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุมการทำงานของตู้เย็น ช่วยปรับระดับความเย็นให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม ปริมาณอาหารที่เก็บไว้ และลักษณะการใช้งานของแต่ละครอบครัว หากตั้งค่าไม่เหมาะสม ตู้เย็นอาจทำงานหนักเกินความจำเป็น หรือเย็นไม่เพียงพอจนส่งผลต่อการเก็บรักษาอาหาร
ตัวเลขบนปุ่มไม่ได้หมายถึงอุณหภูมิเป็นองศาเซลเซียส
สิ่งแรกที่ควรทำความเข้าใจคือ ตัวเลข 1–7 บนปุ่มหมุนในภาพไม่ได้หมายความว่าเลข 1 คือ 1 องศาเซลเซียส และเลข 7 คือ 7 องศาเซลเซียส แต่โดยทั่วไปตัวเลขเหล่านี้ใช้แสดงระดับการทำความเย็นหรือระดับการควบคุมของระบบ
ในตู้เย็นแบบปุ่มหมุนหลายรุ่น เลขต่ำหมายถึงความเย็นน้อยกว่า ส่วนเลขสูงหมายถึงความเย็นมากกว่า ตัวอย่างเช่น เลข 1 อาจเป็นระดับที่อุ่นที่สุด ขณะที่เลข 6 หรือ 7 เป็นระดับที่เย็นที่สุด อย่างไรก็ตาม รูปแบบการทำงานอาจแตกต่างกันตามยี่ห้อและรุ่น จึงควรตรวจสอบคู่มือของเครื่องก่อนปรับทุกครั้ง
แล้วควรตั้งปุ่มไว้ที่ระดับใดจึงเหมาะสม?
สำหรับตู้เย็นที่ใช้ปุ่มหมุนตั้งแต่ 1 ถึง 7 หากไม่มีคำแนะนำเฉพาะจากผู้ผลิต อาจเริ่มต้นจากระดับกลาง เช่น เลข 3 หรือ 4 แล้วตรวจสอบอุณหภูมิจริงภายในตู้เย็น หากพบว่าอาหารไม่เย็นเพียงพอจึงค่อยปรับเพิ่มทีละระดับ ไม่ควรหมุนไปที่ MAX ทันทีโดยคิดว่าจะทำให้อาหารสดได้นานที่สุด
อุณหภูมิที่แนะนำสำหรับช่องแช่เย็นทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 3–5 องศาเซลเซียส โดยตั้งเป้าหมายใกล้ 4 องศาเซลเซียส ส่วนช่องแช่แข็งควรอยู่ที่ประมาณ -18 องศาเซลเซียส การรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในช่วงเหมาะสมช่วยชะลอการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์และช่วยรักษาคุณภาพอาหาร
วิธีตรวจสอบที่แม่นยำกว่าการดูตัวเลขบนปุ่มคือใช้เทอร์โมมิเตอร์สำหรับตู้เย็น โดยวางไว้บริเวณชั้นกลางและตรวจสอบหลังจากปล่อยให้เครื่องทำงานจนมีอุณหภูมิคงที่แล้ว หากพบว่าอุณหภูมิสูงเกินไป ค่อยปรับระดับความเย็นเพิ่มตามความเหมาะสม
ทำไมการตั้งความเย็นสูงสุดตลอดเวลาจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด?
บางคนเชื่อว่าการหมุนปุ่มไปที่ MAX จะช่วยให้อาหารสดนานขึ้นและทำให้ตู้เย็นทำงานได้มีประสิทธิภาพ แต่ความจริงแล้วการทำความเย็นมากเกินความจำเป็นอาจทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานหนักขึ้นและใช้พลังงานมากขึ้นในบางรุ่น อีกทั้งยังทำให้ผัก ผลไม้ หรืออาหารบางชนิดเกิดความเสียหายจากความเย็นจัดได้
ในทางกลับกัน การตั้งไว้ที่ MIN ตลอดเวลาเพื่อหวังประหยัดไฟก็ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเช่นกัน เพราะหากอุณหภูมิภายในสูงเกินไป อาหารประเภทเนื้อสัตว์ นม อาหารปรุงสุก และวัตถุดิบที่เสียง่ายอาจเสื่อมคุณภาพเร็วกว่าที่ควร
สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การเลือกตัวเลขที่ต่ำที่สุดหรือสูงที่สุด แต่เป็นการตั้งอุณหภูมิให้เหมาะสมกับการเก็บอาหารและสภาพการใช้งานจริงของตู้เย็นแต่ละเครื่อง
Chapter 2: 7 วิธีใช้ตู้เย็นให้ประหยัดไฟ ลดภาระเครื่อง และช่วยถนอมอาหาร
หลังจากเข้าใจการทำงานของปุ่มปรับอุณหภูมิแล้ว ยังมีพฤติกรรมเล็ก ๆ อีกหลายอย่างที่ช่วยให้ตู้เย็นใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะแม้จะตั้งระดับความเย็นได้ถูกต้อง แต่หากเปิดประตูค้างไว้บ่อย ๆ วางอาหารแน่นจนลมเย็นไหลเวียนไม่ได้ หรือวางเครื่องไว้ใกล้แหล่งความร้อน ตู้เย็นก็อาจต้องทำงานหนักกว่าปกติ
1. เปิดประตูตู้เย็นเท่าที่จำเป็น
ทุกครั้งที่เปิดประตูตู้เย็น อากาศเย็นภายในจะไหลออกและมีอากาศอุ่นจากภายนอกเข้ามาแทนที่ ระบบทำความเย็นจึงต้องทำงานเพื่อดึงอุณหภูมิกลับลงมา หากเปิดประตูบ่อยครั้งหรือเปิดทิ้งไว้นาน เครื่องอาจต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้น
วิธีง่าย ๆ คือคิดก่อนเปิดว่าต้องการหยิบอะไรบ้าง จัดวางอาหารที่ใช้บ่อยให้อยู่ในตำแหน่งที่หยิบง่าย และปิดประตูทันทีหลังใช้งาน นอกจากนี้ควรตรวจสอบว่ามีภาชนะหรือถุงอาหารขวางประตูจนปิดไม่สนิทหรือไม่
2. อย่าใส่อาหารแน่นจนเกินไป