แม้การถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งานจะช่วยลดความเสี่ยงบางอย่าง แต่ก็ไม่ควรใช้กฎเดียวกันกับอุปกรณ์ทุกชนิด เพราะเครื่องใช้บางประเภทจำเป็นต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง หรือมีระบบที่ผู้ผลิตออกแบบให้ทำงานในโหมดสแตนด์บาย การตัดไฟโดยไม่ตรวจสอบอาจทำให้การทำงานหยุดชะงักหรือส่งผลต่อสิ่งของที่เก็บรักษาอยู่ภายใน
ตู้เย็นและตู้แช่แข็ง เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน อุปกรณ์เหล่านี้ต้องใช้ไฟฟ้าเพื่อรักษาอุณหภูมิอาหาร การถอดปลั๊กก่อนนอนทุกคืนจึงไม่ใช่แนวทางป้องกันไฟไหม้ที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานปกติ ควรเสียบปลั๊กและใช้งานตามคำแนะนำของผู้ผลิต พร้อมตรวจสภาพสายไฟ เต้ารับ และพื้นที่ระบายอากาศ หากพบความเสียหายหรือกลิ่นไหม้ ให้หยุดใช้งานเมื่อสามารถทำได้อย่างปลอดภัยและเรียกช่างตรวจสอบ
หม้อหุงข้าวไฟฟ้า บางรุ่นมีระบบอุ่นข้าวที่ออกแบบให้ทำงานต่อเนื่องหลังหุงเสร็จ หากต้องการเปิดโหมดอุ่นไว้ ควรทำตามคู่มือและไม่ปล่อยให้อุปกรณ์ทำงานโดยไม่มีการดูแลเป็นเวลานานเกินกว่าที่ผู้ผลิตแนะนำ แต่หากไม่มีความจำเป็นต้องอุ่นต่อ ควรปิดเครื่องและตัดไฟตามวิธีที่เหมาะสม
อุปกรณ์ที่ต้องเปิดทำงานต่อเนื่องด้วยเหตุผลเฉพาะ เช่น อุปกรณ์ช่วยชีวิต เครื่องมือทางการแพทย์ หรือระบบเตือนภัย ไม่ควรถอดปลั๊กโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรืออ่านคำแนะนำอย่างละเอียด เช่นเดียวกับอุปกรณ์ที่มีการตั้งเวลาหรือจำเป็นต้องเชื่อมต่อระบบอื่น การจัดการความปลอดภัยควรพิจารณาหน้าที่ของอุปกรณ์ก่อนเสมอ
สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปที่ไม่ได้จำเป็นต้องทำงานตลอดเวลา เช่น เครื่องปิ้งขนมปัง เครื่องปั่น และกาต้มน้ำ ควรปิดและถอดปลั๊กเมื่อใช้งานเสร็จ หากคู่มือระบุให้ถอดปลั๊กหลังใช้ ก็ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด การทำเช่นนี้ช่วยลดการจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้งาน แต่ไม่ได้ทดแทนการบำรุงรักษาหรือการแก้ไขสายไฟที่ชำรุด
หากมีเต้ารับอยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงยาก เช่น หลังตู้เย็นหรือใต้เคาน์เตอร์ ควรปรึกษาช่างไฟฟ้าเกี่ยวกับวิธีควบคุมไฟที่ปลอดภัยและสะดวก โดยไม่ต้องลากสายไฟหรือใช้ปลั๊กพ่วงที่ไม่เหมาะสมเป็นการแก้ปัญหาชั่วคราว
หลักสำคัญคือ ไม่ใช่การถอดปลั๊กทุกอย่างในบ้านให้หมดก่อนนอน แต่เป็นการรู้ว่าอุปกรณ์ใดควรหยุดทำงาน อุปกรณ์ใดต้องทำงานต่อเนื่อง และอุปกรณ์ใดมีความผิดปกติที่ต้องตรวจสอบ การเลือกปฏิบัติอย่างเหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงโดยไม่ทำให้ระบบสำคัญในบ้านหยุดทำงานโดยไม่จำเป็น