พบ “ตัวการ” ก่อมะเร็งตับ! หมอเตือนพิษร้ายแรงกว่าสารหนู 68 เท่า แต่หลายบ้านยังกินซ้ำโดยไม่รู้ตัว

เชื้อราบางชนิดสร้างสารพิษที่ทนความร้อนและเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับ

Chapter 1

ธีม:
ขนาดตัวอักษร:
24px

คำอธิบายบทความ: อะฟลาท็อกซินเป็นสารพิษที่สร้างจากเชื้อราบางชนิด ซึ่งอาจปนเปื้อนในถั่วลิสง ข้าวโพด ธัญพืช และอาหารที่เก็บรักษาไม่เหมาะสม การได้รับสารนี้ในปริมาณสูงอาจทำให้ตับเสียหายอย่างรุนแรง ส่วนการสัมผัสต่อเนื่องเป็นเวลานานเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งตับ บทความนี้จะอธิบายแหล่งปนเปื้อน อันตรายที่ควรรู้ และวิธีเลือกเก็บอาหารเพื่อลดความเสี่ยงในครัวเรือน

Aflatoxiny: Co jsou plísňové jedy a proč jsou nebezpečné | Blesk.cz

Chapter 1: อะฟลาท็อกซินคืออะไร ทำไมจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด?

อาหารที่เรารับประทานทุกวันอาจดูสะอาดและมีสีสันตามปกติ แต่ในบางกรณีอาจมีสารปนเปื้อนที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หนึ่งในสารที่ควรรู้จักคือ “อะฟลาท็อกซิน” ซึ่งเป็นสารพิษที่เชื้อราบางชนิดสร้างขึ้น และสามารถปนเปื้อนในวัตถุดิบทางการเกษตรได้ โดยเฉพาะเมื่อมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา

อะฟลาท็อกซินเป็นสารที่ได้รับความสนใจด้านความปลอดภัยอาหารอย่างมาก เพราะมีความเป็นพิษต่อตับ และการได้รับสารบางชนิดในกลุ่มนี้เป็นเวลานานสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อมะเร็งตับ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับสารพิษนี้จึงมีความสำคัญต่อทุกครัวเรือน โดยเฉพาะผู้ที่ซื้อถั่ว ธัญพืช หรือวัตถุดิบแห้งมาเก็บไว้เป็นเวลานาน

เชื้อราชนิดใดสร้างอะฟลาท็อกซิน?

อะฟลาท็อกซินส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อราบางชนิดในสกุล Aspergillus โดยเฉพาะ Aspergillus flavus และ Aspergillus parasiticus เชื้อราเหล่านี้สามารถเจริญเติบโตบนวัตถุดิบทางการเกษตรบางประเภทได้ เมื่ออุณหภูมิและความชื้นเหมาะสม

อาหารที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน ได้แก่ ถั่วลิสง ข้าวโพด ธัญพืช ถั่วเปลือกแข็ง และเมล็ดพืชบางชนิด นอกจากนี้ อาหารหรือวัตถุดิบที่เก็บในสภาพอับชื้น ระบายอากาศไม่ดี หรือมีความเสียหายระหว่างการเก็บเกี่ยวและขนส่ง ก็อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม การพบเชื้อราไม่ได้หมายความว่าอาหารทุกชิ้นจะมีอะฟลาท็อกซินในระดับอันตรายเสมอไป และในทางกลับกัน การไม่เห็นเชื้อราด้วยตาเปล่าก็ไม่ได้รับประกันว่าอาหารปราศจากสารพิษ เพราะการปนเปื้อนอาจเกิดขึ้นโดยไม่มีสัญญาณที่ชัดเจน

ทำไมสารพิษนี้จึงเป็นอันตรายต่อตับ?

ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงและกำจัดสารต่าง ๆ ออกจากร่างกาย เมื่ออะฟลาท็อกซินเข้าสู่ร่างกาย สารนี้จะถูกเปลี่ยนแปลงผ่านกระบวนการภายในตับ และสารเมแทบอไลต์บางชนิดสามารถทำปฏิกิริยากับสารพันธุกรรมของเซลล์ได้

ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกันตามปริมาณที่ได้รับ ระยะเวลาการสัมผัส และภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคล การได้รับสารพิษในปริมาณสูงในช่วงเวลาสั้น ๆ อาจทำให้เกิดภาวะเป็นพิษเฉียบพลันและตับเสียหายรุนแรง ส่วนการได้รับปริมาณน้อยแต่ต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งตับ

ผู้ที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังมีความเสี่ยงต่อมะเร็งตับอยู่แล้ว และการสัมผัสอะฟลาท็อกซินอาจเพิ่มความเสี่ยงดังกล่าวได้ จึงยิ่งควรใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของอาหาร

อาหารขึ้นราทุกชนิดมีอะฟลาท็อกซินหรือไม่?

ไม่ใช่อาหารขึ้นราทุกชนิดจะมีอะฟลาท็อกซิน เชื้อรามีหลายชนิดและสามารถสร้างสารต่างกันได้ แต่ผู้บริโภคไม่สามารถระบุชนิดของเชื้อราหรือระดับสารพิษได้อย่างแม่นยำจากสีหรือรูปลักษณ์เพียงอย่างเดียว

ด้วยเหตุนี้ หากพบเชื้อราบนอาหารที่ควรมีลักษณะปกติ เช่น ขนมปัง ถั่ว ธัญพืช หรืออาหารแห้ง ควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน แทนที่จะตัดเฉพาะบริเวณที่เห็นราแล้วกินส่วนที่เหลือ เพราะเส้นใยของเชื้อราและสารปนเปื้อนอาจกระจายไปยังส่วนที่มองไม่เห็นได้

ข้อควรจำคือ อะฟลาท็อกซินไม่ใช่สิ่งที่สามารถตรวจพบด้วยการดมกลิ่นหรือชิมอาหาร และไม่ควรทดลองชิมอาหารที่สงสัยว่าปนเปื้อนเพื่อประเมินความปลอดภัย

เหตุใดครัวเรือนจึงควรให้ความสำคัญ?

หลายบ้านซื้อถั่วลิสง ข้าวโพด หรือธัญพืชมาเก็บไว้เพื่อใช้ประกอบอาหารเป็นเวลานาน หากเก็บไว้ในภาชนะที่มีความชื้นสูงหรือวางใกล้แหล่งความร้อน อาจเพิ่มโอกาสที่เชื้อราจะเจริญเติบโตได้

การป้องกันจึงเริ่มจากการเลือกซื้อวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ตรวจสอบบรรจุภัณฑ์ เก็บในภาชนะสะอาดและแห้ง และหลีกเลี่ยงการเก็บอาหารไว้นานเกินความจำเป็น

บทความในหมวดหมู่เดียวกัน

พบ “ตัวการ” ก่อมะเร็งตับ! หมอเตือนพิษร้ายแรงกว่าสารหนู 68 เท่า แต่หลายบ้านยังกินซ้ำโดยไม่รู้ตัว

5 Part