พบ “ตัวการ” ก่อมะเร็งตับ! หมอเตือนพิษร้ายแรงกว่าสารหนู 68 เท่า แต่หลายบ้านยังกินซ้ำโดยไม่รู้ตัว

เชื้อราบางชนิดสร้างสารพิษที่ทนความร้อนและเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับ

Chapter 3

ธีม:
ขนาดตัวอักษร:
24px

Chapter 3: อะฟลาท็อกซินทำลายตับได้อย่างไร และเหตุใดจึงไม่ควรรอให้มีอาการก่อน?

ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่หลายอย่าง ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงสารอาหาร การสร้างโปรตีนบางชนิด การผลิตน้ำดี ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงสารเคมีที่เข้าสู่ร่างกายให้สามารถกำจัดออกได้ กระบวนการเหล่านี้ทำให้ตับมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพ แต่ก็ทำให้ตับเป็นอวัยวะที่ได้รับผลกระทบจากสารพิษบางชนิดได้เช่นกัน

อะฟลาท็อกซิน โดยเฉพาะอะฟลาท็อกซินบี 1 เป็นสารที่มีหลักฐานชัดเจนว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ได้ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย สารนี้จะถูกเปลี่ยนแปลงโดยเอนไซม์ในตับ และเกิดสารเมแทบอไลต์ที่สามารถจับกับดีเอ็นเอของเซลล์ได้ หากเกิดความเสียหายต่อสารพันธุกรรมและกลไกซ่อมแซมไม่สามารถจัดการได้อย่างเหมาะสม ก็อาจเพิ่มโอกาสเกิดความผิดปกติของเซลล์ในระยะยาว

การได้รับสารพิษปริมาณสูงกับการสัมผัสต่อเนื่องแตกต่างกันอย่างไร?

การได้รับอะฟลาท็อกซินในปริมาณสูงในช่วงเวลาสั้น ๆ อาจทำให้เกิดภาวะพิษเฉียบพลัน ซึ่งอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง อ่อนเพลีย หรือมีอาการเกี่ยวข้องกับการทำงานของตับผิดปกติ ในกรณีรุนแรงอาจเกิดตับวายและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ส่วนการได้รับสารพิษในปริมาณน้อยแต่ต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจไม่ทำให้เกิดอาการชัดเจนในทันที แต่เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งตับ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงร่วม เช่น การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง

นี่เป็นเหตุผลที่การป้องกันการปนเปื้อนในอาหารมีความสำคัญ เพราะผู้บริโภคไม่สามารถใช้ความรู้สึกของตัวเองประเมินปริมาณสารพิษที่ได้รับได้อย่างแม่นยำ และไม่ควรรอให้มีอาการเจ็บป่วยก่อนจึงเริ่มใส่ใจเรื่องอาหาร

ไม่มีอาการ ไม่ได้แปลว่าอาหารปลอดภัยเสมอไป

อะฟลาท็อกซินไม่จำเป็นต้องทำให้อาหารมีกลิ่นฉุน รสขม หรือสีเปลี่ยนอย่างชัดเจน อาหารบางชนิดอาจดูปกติ แต่ยังมีสารพิษปนเปื้อนอยู่ได้ การดมกลิ่นหรือชิมจึงไม่ใช่วิธีตรวจสอบที่เชื่อถือได้

ในทางกลับกัน หากอาหารมีเชื้อราขึ้นชัดเจน ก็มักเป็นสัญญาณว่าควรหลีกเลี่ยง แม้จะไม่สามารถระบุได้ว่าเชื้อรานั้นสร้างอะฟลาท็อกซินหรือไม่ก็ตาม

สำหรับผู้ที่กังวลว่าเคยรับประทานอาหารขึ้นราไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องสรุปทันทีว่าจะเกิดมะเร็งตับ เพราะความเสี่ยงขึ้นอยู่กับชนิดของสาร ปริมาณ และระยะเวลาที่ได้รับ หากรับประทานอาหารที่สงสัยว่าปนเปื้อนในปริมาณมาก หรือเกิดอาการผิดปกติหลังรับประทาน ควรติดต่อบุคลากรทางการแพทย์เพื่อประเมินสถานการณ์

ใครบ้างที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษ?

ทุกคนควรลดการสัมผัสสารพิษจากอาหาร แต่บางกลุ่มอาจมีความเสี่ยงต่อผลกระทบรุนแรงมากกว่า เช่น ผู้ที่มีโรคตับอยู่เดิม หรือผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง

ผู้ที่มีโรคตับควรรับประทานอาหารที่ผ่านการควบคุมคุณภาพและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเหมาะสม ไม่ควรซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือสมุนไพรที่อ้างว่าช่วยล้างสารพิษในตับมาใช้เอง เพราะผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจมีส่วนประกอบที่ไม่ชัดเจนหรือส่งผลต่อตับได้

หากมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติ ปวดท้องมาก อาเจียนต่อเนื่อง หรืออ่อนเพลียรุนแรงหลังรับประทานอาหารที่สงสัยว่าปนเปื้อน ควรรีบรับการประเมินทางการแพทย์ อาการเหล่านี้มีหลายสาเหตุและไม่สามารถใช้ยืนยันอะฟลาท็อกซินได้ด้วยตัวเอง

การตรวจตับช่วยค้นหาสารพิษได้หรือไม่?

การตรวจเลือดเพื่อประเมินการทำงานของตับอาจช่วยตรวจพบความผิดปกติบางอย่าง แต่ไม่ได้เป็นการตรวจหาอะฟลาท็อกซินโดยตรงทุกกรณี หากมีเหตุให้สงสัยการได้รับสารพิษ แพทย์จะพิจารณาประวัติการสัมผัส อาการ และการตรวจที่เหมาะสม

การตรวจสุขภาพตามช่วงวัยและการประเมินความเสี่ยงโรคตับยังมีประโยชน์ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวหรือปัจจัยเสี่ยงอื่น แต่การตรวจสุขภาพไม่สามารถทดแทนการป้องกันสารปนเปื้อนในอาหารได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการลดโอกาสรับสารพิษตั้งแต่ต้นทาง เลือกอาหารที่มีคุณภาพ เก็บรักษาอย่างเหมาะสม และไม่รับประทานอาหารที่สงสัยว่าขึ้นรา เพราะการป้องกันเป็นวิธีที่มีเหตุผลกว่าการพยายามแก้ไขภายหลังเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว

บทความในหมวดหมู่เดียวกัน

พบ “ตัวการ” ก่อมะเร็งตับ! หมอเตือนพิษร้ายแรงกว่าสารหนู 68 เท่า แต่หลายบ้านยังกินซ้ำโดยไม่รู้ตัว

5 Part