พบ “ตัวการ” ก่อมะเร็งตับ! หมอเตือนพิษร้ายแรงกว่าสารหนู 68 เท่า แต่หลายบ้านยังกินซ้ำโดยไม่รู้ตัว

เชื้อราบางชนิดสร้างสารพิษที่ทนความร้อนและเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับ

Chapter 4

ธีม:
ขนาดตัวอักษร:
24px

Chapter 4: วิธีป้องกันอะฟลาท็อกซินในครัวเรือน ลดความเสี่ยงจากอาหารปนเปื้อน

How should I store rice to prevent it from going bad? | ERGSY

การป้องกันอะฟลาท็อกซินเริ่มต้นได้ตั้งแต่ขั้นตอนเลือกซื้อและจัดเก็บอาหาร แม้ผู้บริโภคจะไม่สามารถตรวจหาสารพิษด้วยตาเปล่าได้ แต่การลดความชื้น ป้องกันการเกิดเชื้อรา และเลือกวัตถุดิบจากแหล่งที่เชื่อถือได้ สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม

1. เลือกซื้อวัตถุดิบจากแหล่งที่เชื่อถือได้

เมื่อซื้อถั่วลิสง ข้าวโพด ธัญพืช หรือเมล็ดพืชแห้ง ควรตรวจสอบสภาพสินค้าและบรรจุภัณฑ์ เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีข้อมูลผู้ผลิต วันหมดอายุ และวิธีเก็บรักษาชัดเจน หลีกเลี่ยงสินค้าที่บรรจุภัณฑ์ฉีกขาด เปียกชื้น หรือมีร่องรอยการเก็บรักษาที่ไม่เหมาะสม

หากซื้อวัตถุดิบแบบแบ่งขาย ควรเลือกผู้จำหน่ายที่รักษาความสะอาดและป้องกันความชื้นได้ดี โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีอากาศร้อนชื้น หากมีตัวเลือก ควรพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

การซื้ออาหารในปริมาณที่เหมาะสมกับการบริโภคยังช่วยลดโอกาสที่วัตถุดิบจะถูกเก็บไว้นานจนเสื่อมคุณภาพ

2. เก็บอาหารให้แห้งและปิดภาชนะให้สนิท

ความชื้นเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อราหลายชนิด การเก็บถั่วและธัญพืชไว้ในบริเวณอับชื้นจึงเพิ่มโอกาสเกิดปัญหาได้

ควรเก็บวัตถุดิบในภาชนะสะอาดและปิดสนิท วางในบริเวณแห้งและไม่ใกล้แหล่งน้ำหรือไอน้ำจากการประกอบอาหาร หากสภาพอากาศชื้นมาก ควรพิจารณาวิธีเก็บรักษาที่เหมาะสมกับชนิดอาหาร และปฏิบัติตามคำแนะนำบนบรรจุภัณฑ์

หากเก็บอาหารในตู้เย็นหรือช่องแช่แข็ง ควรใส่ภาชนะที่เหมาะสมและป้องกันความชื้นจากการควบแน่น ไม่ควรนำอาหารออกมาแล้วปล่อยให้เกิดหยดน้ำบนวัตถุดิบก่อนนำกลับไปเก็บเป็นเวลานาน

3. อย่ารับประทานอาหารที่มีเชื้อราขึ้นอย่างชัดเจน

หากพบเชื้อราบนถั่ว ข้าวโพด ธัญพืช หรืออาหารแห้ง ควรทิ้งอาหารที่ปนเปื้อน ไม่ควรคัดเฉพาะส่วนที่ดูดีออกมารับประทาน เพราะการปนเปื้อนอาจไม่ได้จำกัดอยู่ในบริเวณที่มองเห็น

อาหารที่มีเนื้อสัมผัสนุ่มหรือมีความชื้นสูง เช่น ขนมปังและอาหารปรุงสำเร็จที่ขึ้นรา ควรทิ้งทั้งชิ้นหรือทั้งส่วนที่เกี่ยวข้องตามลักษณะอาหาร ไม่ควรตัดเฉพาะจุดที่มีราแล้วกินส่วนที่เหลือ เพราะเส้นใยเชื้อราอาจกระจายอยู่ใต้ผิวที่มองเห็นได้

การนำอาหารขึ้นราไปทอด ต้ม หรืออบก็ไม่ใช่วิธีรับประกันว่าจะกำจัดอะฟลาท็อกซินได้ เนื่องจากสารพิษนี้ทนต่อความร้อนในการปรุงอาหารทั่วไปในระดับหนึ่ง

4. ใช้หลักเข้าก่อนออกก่อน

หากซื้อวัตถุดิบชนิดเดียวกันหลายครั้ง ควรจัดเรียงให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ซื้อก่อนเป็นลำดับแรก โดยตรวจสอบสภาพและวันหมดอายุก่อนใช้ทุกครั้ง

ไม่ควรเติมวัตถุดิบใหม่ลงในภาชนะที่ยังมีของเก่าเหลืออยู่โดยไม่ทำความสะอาด เพราะอาจทำให้ไม่ทราบว่าอาหารส่วนใดถูกเก็บไว้นานแล้ว และเพิ่มความยุ่งยากในการตรวจสอบคุณภาพ

หากพบว่ามีความชื้นหรือกลิ่นผิดปกติในภาชนะ ควรหยุดใช้วัตถุดิบและทำความสะอาดภาชนะก่อนนำมาใช้ใหม่

5. เข้าใจว่าการล้างและปรุงสุกไม่ได้รับประกันว่าจะกำจัดสารพิษทั้งหมด

การล้างและการปรุงอาหารมีประโยชน์ต่อความสะอาดและความปลอดภัยในหลายด้าน แต่ไม่สามารถรับประกันว่าจะกำจัดอะฟลาท็อกซินที่ปนเปื้อนอยู่ได้ทั้งหมด การคั่วถั่วหรือหุงข้าวตามปกติจึงไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลในการนำวัตถุดิบที่สงสัยว่าปนเปื้อนกลับมารับประทาน

การเลือกวัตถุดิบที่มีคุณภาพตั้งแต่ต้นทางและจัดเก็บอย่างเหมาะสมจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด

6. ไม่จำเป็นต้องทิ้งอาหารทุกชนิดเพราะกลัวอะฟลาท็อกซิน

ความกังวลเรื่องสารพิษไม่ควรทำให้ต้องงดถั่ว ธัญพืช หรืออาหารที่มีประโยชน์ทั้งหมด เพราะอาหารเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของโภชนาการที่สมดุลได้

ควรเน้นการเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ การเก็บรักษาอย่างถูกวิธี และการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสภาพผิดปกติ หากพบผลิตภัณฑ์ที่สงสัยว่าปนเปื้อนจำนวนมาก สามารถแจ้งผู้จำหน่ายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ตรวจสอบได้

การป้องกันที่ดีไม่ใช่การหวาดกลัวอาหารทุกชนิด แต่เป็นการเข้าใจว่าความเสี่ยงเกิดขึ้นได้อย่างไร และรู้ว่าควรทำอะไรเพื่อลดความเสี่ยงนั้น

Chapter 5: ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอะฟลาท็อกซิน และวิธีดูแลสุขภาพตับในระยะยาว

เมื่อพูดถึงสารพิษจากเชื้อรา หลายคนอาจเข้าใจว่าการเห็นเชื้อราหมายถึงมีอะฟลาท็อกซินเสมอ หรือคิดว่าการนำอาหารไปต้มและทอดจะทำให้ปลอดภัยทั้งหมด ความเข้าใจเหล่านี้อาจทำให้ประเมินความเสี่ยงคลาดเคลื่อนได้

บทความในหมวดหมู่เดียวกัน

พบ “ตัวการ” ก่อมะเร็งตับ! หมอเตือนพิษร้ายแรงกว่าสารหนู 68 เท่า แต่หลายบ้านยังกินซ้ำโดยไม่รู้ตัว

5 Part