พบ “ตัวการ” ก่อมะเร็งตับ! หมอเตือนพิษร้ายแรงกว่าสารหนู 68 เท่า แต่หลายบ้านยังกินซ้ำโดยไม่รู้ตัว

เชื้อราบางชนิดสร้างสารพิษที่ทนความร้อนและเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับ

Chapter 5

ธีม:
ขนาดตัวอักษร:
24px

การรู้จักข้อเท็จจริงจึงเป็นส่วนสำคัญของการป้องกัน ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงจากอาหารปนเปื้อน แต่ยังช่วยให้ไม่เกิดความวิตกกังวลเกินความจำเป็น

ความเข้าใจผิดที่ 1: อาหารที่ไม่มีกลิ่นผิดปกติย่อมปลอดภัย

ความจริงคือกลิ่นและรูปลักษณ์ไม่สามารถใช้ยืนยันว่าอาหารปราศจากอะฟลาท็อกซินได้ สารพิษอาจปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่ดูเหมือนปกติได้เช่นกัน

ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับแหล่งที่มา กระบวนการผลิต และการจัดเก็บ ไม่ควรใช้การดมหรือชิมเป็นวิธีตรวจสอบความปลอดภัย หากอาหารมีสภาพน่าสงสัย ควรหลีกเลี่ยงแทนการทดลองรับประทาน

ความเข้าใจผิดที่ 2: ตัดส่วนที่ขึ้นราออกแล้วกินต่อได้เสมอ

วิธีนี้ไม่เหมาะกับอาหารทุกชนิด โดยเฉพาะอาหารที่มีเนื้อสัมผัสนุ่มหรือมีความชื้นสูง เพราะเชื้อราอาจแทรกกระจายไปยังส่วนที่มองไม่เห็นได้

สำหรับถั่วและธัญพืชที่พบการขึ้นรา ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อน ไม่ควรนำเมล็ดที่ดูปกติออกมารับประทานโดยคิดว่าปลอดภัยแน่นอน

ความเข้าใจผิดที่ 3: ต้ม ทอด หรืออบแล้วสารพิษจะหายไปทั้งหมด

อะฟลาท็อกซินมีความทนทานต่อความร้อนในระดับหนึ่ง การปรุงอาหารทั่วไปจึงไม่ใช่วิธีที่รับประกันว่าจะกำจัดสารพิษได้ทั้งหมด

หากวัตถุดิบสงสัยว่าปนเปื้อน การนำไปปรุงให้สุกไม่ได้ทำให้สามารถรับประทานได้อย่างมั่นใจ แนวทางที่เหมาะสมกว่าคือหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าวตั้งแต่ต้น

ความเข้าใจผิดที่ 4: กินอาหารล้างพิษตับแล้วสามารถกำจัดอะฟลาท็อกซินได้

ปัจจุบันไม่ควรเชื่อว่าชาสมุนไพร น้ำผักผลไม้ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดสามารถล้างสารพิษออกจากตับได้อย่างแน่นอน การทำงานของตับเป็นกระบวนการทางชีวภาพที่ซับซ้อน และการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีข้อมูลความปลอดภัยเพียงพออาจสร้างความเสี่ยงเพิ่มเติมได้

หากสงสัยว่าได้รับสารพิษในปริมาณสูงหรือมีอาการผิดปกติ ควรขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ควรซื้อผลิตภัณฑ์มาใช้เองเพื่อหวังแก้ไขผลกระทบจากสารพิษ

ความเข้าใจผิดที่ 5: หากเคยกินอาหารขึ้นราครั้งหนึ่ง แปลว่าจะเป็นมะเร็งตับแน่นอน

ไม่เป็นความจริง การเกิดมะเร็งมีปัจจัยหลายด้าน และความเสี่ยงจากอะฟลาท็อกซินขึ้นอยู่กับชนิด ปริมาณ และระยะเวลาที่ได้รับ การรับประทานอาหารที่สงสัยว่าขึ้นราเพียงครั้งเดียวไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดมะเร็งในอนาคต

หากเกิดการสัมผัสที่น่าสงสัย ควรพิจารณาสถานการณ์ตามความเป็นจริง หากมีอาการรุนแรงหรือรับประทานอาหารที่สงสัยว่าปนเปื้อนในปริมาณมาก ควรติดต่อบุคลากรทางการแพทย์เพื่อรับคำแนะนำ

วิธีดูแลสุขภาพตับอย่างเหมาะสม

นอกจากการป้องกันสารปนเปื้อนในอาหารแล้ว ควรดูแลสุขภาพตับด้วยการหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์หรือจำกัดการดื่มตามคำแนะนำทางสุขภาพ ไม่ใช้ยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเกินขนาด และปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทราบส่วนประกอบชัดเจน

ผู้ที่ยังไม่ได้รับการประเมินเรื่องไวรัสตับอักเสบบีหรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับการตรวจและการฉีดวัคซีนตามความเหมาะสม เพราะการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งตับ

ควรรับประทานอาหารหลากหลาย ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และเข้ารับการตรวจสุขภาพตามช่วงวัยหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคล หากมีโรคตับอยู่แล้ว ควรปฏิบัติตามแผนการดูแลรักษาของแพทย์อย่างต่อเนื่อง

สรุป: ป้องกันตั้งแต่การเลือกซื้อและเก็บอาหาร คือวิธีที่สำคัญที่สุด

อะฟลาท็อกซินเป็นสารพิษจากเชื้อราบางชนิดที่อาจปนเปื้อนในถั่วลิสง ข้าวโพด ธัญพืช และวัตถุดิบอื่น ๆ ได้ สารนี้มีความเป็นพิษต่อตับ และการสัมผัสเป็นเวลานานสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อมะเร็งตับ

สิ่งที่ควรทำคือเลือกซื้ออาหารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เก็บวัตถุดิบให้แห้งและปิดสนิท หลีกเลี่ยงอาหารที่ขึ้นรา และไม่คิดว่าการปรุงด้วยความร้อนจะกำจัดสารพิษได้ทั้งหมด

แม้เราไม่สามารถมองเห็นหรือดมกลิ่นอะฟลาท็อกซินได้ แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการเลือกอาหารอย่างระมัดระวังและเก็บรักษาอย่างเหมาะสม การดูแลสุขภาพตับจึงเริ่มได้จากพฤติกรรมเล็ก ๆ ในครัวทุกวัน โดยไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวอาหารทุกชนิดหรือเชื่อคำกล่าวอ้างเรื่องการล้างพิษที่ไม่มีหลักฐานเพียงพอ

บทความในหมวดหมู่เดียวกัน

พบ “ตัวการ” ก่อมะเร็งตับ! หมอเตือนพิษร้ายแรงกว่าสารหนู 68 เท่า แต่หลายบ้านยังกินซ้ำโดยไม่รู้ตัว

5 Part