
แพทย์เตือน: 3 พฤติกรรมที่ดูเหมือนไม่อันตราย แต่ทำให้คุณติดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B ได้ง่าย
แค่เผลอ ก็เสี่ยงติดโรคทันที
การมีพืชผักสวนครัวไว้ประกอบอาหารเองที่บ้าน นอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังทำให้เรามั่นใจในความสะอาดและปลอดภัยจากสารเคมีตกค้างอีกด้วย โดยเฉพาะ "ขิง" ซึ่งเป็นสมุนไพรสารพัดประโยชน์ที่ควรมีติดก้นครัวไว้เสมอ หลายคนอาจเข้าใจว่าการปลูกขิงต้องใช้พื้นที่กว้างขวางหรือต้องทำเป็นไร่ขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถปลูกขิงให้มีหัวที่อวบใหญ่และแข็งแรงได้ง่ายๆ แม้จะมีพื้นที่จำกัดเพียงแค่ระเบียงบ้านหรือพื้นที่ข้างรั้ว โดยการใช้กระถางหรือวงบ่อซีเมนต์เป็นตัวช่วยสำคัญ
บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับเทคนิคการปลูกขิงแบบมืออาชีพ ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ การเตรียมดินสูตรพิเศษ ไปจนถึงการดูแลรักษาเพื่อให้ได้ผลผลิตที่น่าพึงพอใจตลอดทั้งปี
การปลูกขิงในกระถางหรือวงบ่อมีข้อดีหลายประการที่เหนือกว่าการปลูกลงดินโดยตรงในพื้นที่เปิด ดังนี้:
ควบคุมความชื้นได้แม่นยำ: ขิงเป็นพืชที่ชอบความชื้นแต่ไม่ชอบน้ำขัง การปลูกในภาชนะช่วยให้เราจัดการระบบระบายน้ำได้ดีกว่า ลดความเสี่ยงต่อการเกิดรากเน่า
ประหยัดพื้นที่: เหมาะสำหรับผู้ที่พักอาศัยในบ้านจัดสรรหรือคอนโดที่มีพื้นที่จำกัด
จัดการวัชพืชและโรคพืชได้ง่าย: เนื่องจากพื้นที่จำกัด เราจึงสามารถสังเกตความผิดปกติของต้นพืชได้รวดเร็วและกำจัดวัชพืชได้หมดจด
สะดวกในการเก็บเกี่ยว: เมื่อขิงแก่เต็มที่ เราสามารถเทกระถางเพื่อเก็บหัวขิงได้ทั้งหมดโดยไม่ทำให้หัวขิงแตกหักเสียหาย
หัวใจสำคัญของผลผลิตที่สมบูรณ์เริ่มที่ "เหง้าพันธุ์" ควรเลือกขิงแก่ที่มีอายุประมาณ 10 ถึง 12 เดือน สังเกตได้จากสีของเปลือกที่เป็นสีน้ำตาลเข้ม เปลือกหนา และที่สำคัญคือต้องมี "ตาขิง" หรือจุดเล็กๆ ที่กำลังจะแทงยอดออกมาอย่างน้อย 2 ถึง 3 จุดต่อชิ้น หลีกเลี่ยงหัวที่มีรอยเน่าหรือมีเชื้อราเกาะ
ดินที่ขิงชอบคือดินร่วนซุยที่ระบายน้ำได้ดีเยี่ยม หากใช้ดินเหนียวเกินไปหัวขิงจะขยายตัวได้ยากและอับชื้นจนเน่าได้ง่าย สูตรดินแนะนำมีดังนี้:
ดินร่วน: 2 ส่วน
แกลบดิบหรือแกลบเผา: 1 ส่วน (ช่วยเพิ่มช่องว่างในดิน)
ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า: 1 ส่วน (ช่วยเพิ่มธาตุอาหาร)
ขุยมะพร้าว: 1 ส่วน (ช่วยรักษาความชื้นที่พอเหมาะ)
นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน หากมีน้ำหมักจุลินทรีย์สามารถฉีดพ่นผสมลงไปเพื่อช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุในดินให้พร้อมสำหรับพืชมากขึ้น
เมื่อเตรียมอุปกรณ์ครบแล้ว ให้เริ่มขั้นตอนการปลูกตามลำดับดังนี้:
หั่นเหง้าขิงให้มีขนาดประมาณ 2 นิ้ว โดยให้แต่ละชิ้นมีตาขิงติดอยู่ จากนั้นให้นำไปแช่ในน้ำที่ผสมสารสกัดจากธรรมชาติเพื่อป้องกันเชื้อราประมาณ 15 นาที แล้วผึ่งให้แห้งในที่ร่ม
นำดินที่เตรียมไว้ใส่ลงในกระถางให้สูงประมาณครึ่งหนึ่งของความสูงกระถาง วางเหง้าขิงลงไปโดยให้ส่วนที่เป็นตาหงายขึ้นด้านบน จากนั้นกลบด้วยดินบางๆ หนาประมาณ 2 ถึง 5 เซนติเมตร ไม่ควรฝังลึกจนเกินไปเพราะจะทำให้ยอดแทงขึ้นมาลำบาก
รดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าให้แฉะ นำกระถางไปวางไว้ในที่ที่มีแสงแดดรำไร ขิงไม่ชอบแดดจัดโดยตรงในช่วงแรกที่กำลังผลิยอด ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ยอดอ่อนสีเขียวจะเริ่มแทงขึ้นมาจากดิน
การจะให้ขิงมีหัวที่ใหญ่และอวบเหมือนในรูปตัวอย่างนั้น ต้องอาศัยเทคนิคเฉพาะตัวดังนี้:
เมื่อต้นขิงเริ่มโตและแตกหน่อเพิ่มขึ้น ให้หมั่นสังเกตว่าหัวขิงเริ่มโผล่พ้นดินหรือไม่ หากเห็นหัวขิงโผล่ขึ้นมา ให้ทำการ "เติมดิน" กลบโคนต้นอยู่เสมอ การทำเช่นนี้จะช่วยกระตุ้นให้ขิงสร้างหัวใหม่ซ้อนขึ้นไปเป็นชั้นๆ ทำให้ได้ปริมาณผลผลิตที่มากขึ้นในกระถางเดียว
น้ำ: ควรรดน้ำวันละครั้งในตอนเช้า หากเป็นช่วงฤดูฝนควรระวังเรื่องน้ำขังในจานรองกระถาง
แดด: เมื่อต้นขิงแข็งแรงดีแล้ว สามารถย้ายไปวางในจุดที่ได้รับแสงแดดประมาณ 4 ถึง 6 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้กระบวนการสังเคราะห์แสงเป็นไปอย่างเต็มที่
ควรเสริมด้วยปุ๋ยหมักจากเศษอาหารหรือน้ำหมักชีวภาพทุกๆ 15 วัน เพื่อเพิ่มธาตุอาหารที่จำเป็นในการสร้างหัวขิง การหลีกเลี่ยงสารเคมีจะทำให้ขิงมีกลิ่นหอมและรสชาติที่เผ็ดร้อนตามธรรมชาติ
เราสามารถเริ่มเก็บขิงมาทานได้ตามระยะเวลาที่ต้องการใช้งาน:
ขิงอ่อน: สามารถเก็บได้เมื่อมีอายุประมาณ 4 ถึง 6 เดือน รสชาติจะยังไม่เผ็ดมาก เส้นใยน้อย เหมาะสำหรับการนำไปผัดขิงหรือทานกับเมนูเบาๆ
ขิงแก่: เก็บได้เมื่ออายุ 8 ถึง 12 เดือน สังเกตจากใบที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและต้นเริ่มแห้งเหี่ยว ขิงระยะนี้จะมีรสเผ็ดร้อนจัดชัดเจนและมีสรรพคุณทางสมุนไพรสูงสุด

แค่เผลอ ก็เสี่ยงติดโรคทันที

ทำไมบางคนกินได้ แต่บางคนแพ้

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเตื.อนว่า ไม่ใช่ผลไม้ทุกชนิดที่จะสามารถกินได้อย่างไ.ม่จำกัด

ผักพื้นบ้านราคาถูก แต่คุณค่ามหาศาล เทียบชั้นอาหารบำรุงราคาแพง

มีบางสิ่งที่ดูเหมือนไม่เป็นอันตราย แต่จริง ๆ แล้วอาจเป็นปัจจัยเสี่.ยงต่อสุขภาพ

การกินไข่นึ่งทำให้ทั้งครอบครัวต้องเข้.ารั.บกา.รรัก.ษาฉุก.เฉิน

ใส่ถุงเท้านอนทุกคืน อาจช่วยให้หลับสบาย สุขภาพดีขึ้นแบบคาดไม่ถึง

แพ.ทย์เตื.อนว่า พฤติกรรมการดื่มน้ำบางอย่างในช่วงอากาศร้อน อาจส่งผลกระทบต่อสุข.ภาพไ.ตได้

เคยสงสัยไหม? ทำไมกินอิ่มแล้วถึงอยากนอนทันที

อย่าหลงของถูก! ผลไม้บางชนิดหากมีสัญญาณผิดปกติ อาจเสี่ยงอันตราย

อาการปวดเรื้อรังบางจุด อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

กินทุกวันดีจริงหรือ? ผู้สูงวัยควรรู้ก่อนกินกล้วย

เริ่มดูแลสุขภาพวันนี้ ลดความเสี่ยงโรคร้ายด้วยอาหาร

กินเพลินแต่อาจอันตราย หากไม่ระวังปริมาณและคุณภาพ

กินผิดเวลา เสี่ยงนอนไม่หลับ น้ำตาลพุ่ง ต้องระวัง

ปรับการกินวันนี้ เสริมภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงโรคร้าย

อาหารบางชนิดในตลาดอาจแฝงความเสี่ยงสูง ราคาถูกแค่ไหนก็ไม่คุ้มกับสุขภาพ

ขนมจีนอาจไม่ดีอย่างที่คิด หากกินบ่อยเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยไม่รู้ตัว

กินผิดเสี่ยงไทรอยด์พังโดยไม่รู้ตัว รีบเช็กก่อนสาย

พืชบางชนิดในสวนอาจดึงดูดงูโดยไม่รู้ตัว รู้ไว้ก่อนเพื่อป้องกันบ้านให้ปลอดภัย

เรื่องเล็กที่ทำให้รสชาติเปลี่ยน

แค่เผลอ ก็เสี่ยงติดโรคทันที

ทำไมบางคนกินได้ แต่บางคนแพ้

ชีวิตคู่เคยมีความสุข เข้าใจกัน และต่างก็เป็นคนรักครอบครัว

ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเตื.อนว่า ไม่ใช่ผลไม้ทุกชนิดที่จะสามารถกินได้อย่างไ.ม่จำกัด

ผักพื้นบ้านราคาถูก แต่คุณค่ามหาศาล เทียบชั้นอาหารบำรุงราคาแพง

เพียงไม่กี่วิธีง่าย ๆ ก็ช่วยให้ผลไม้สดนานและไม่คล้ำได้

เคล็ดลับป้องกันตัวจากการถูกสุนั.ขกั.ด แม้จะเป็นสุนั.ขดุหรือสุนัขปล่อยอิสระ ควรบันทึกไว้เ


มีบางสิ่งที่ดูเหมือนไม่เป็นอันตราย แต่จริง ๆ แล้วอาจเป็นปัจจัยเสี่.ยงต่อสุขภาพ

การกินไข่นึ่งทำให้ทั้งครอบครัวต้องเข้.ารั.บกา.รรัก.ษาฉุก.เฉิน

การตัดสินใจที่ทำให้หลายคนตก.ใจ: “ยอมทิ้งทั้งหมดดีกว่าเสี่.ยงเรื่องคว.ามสะ.อาด”

ใส่ถุงเท้านอนทุกคืน อาจช่วยให้หลับสบาย สุขภาพดีขึ้นแบบคาดไม่ถึง

แพ.ทย์เตื.อนว่า พฤติกรรมการดื่มน้ำบางอย่างในช่วงอากาศร้อน อาจส่งผลกระทบต่อสุข.ภาพไ.ตได้

ช่วงนี้ดวงเปิดแรง! 3 ปีนักษัตรเตรียมรับโชคใหญ่ เงินทองไหลมาเทมา

เคยสงสัยไหม? ทำไมกินอิ่มแล้วถึงอยากนอนทันที

อย่าหลงของถูก! ผลไม้บางชนิดหากมีสัญญาณผิดปกติ อาจเสี่ยงอันตราย

อาการปวดเรื้อรังบางจุด อาจเป็นสัญญาณเตือนโรคร้ายที่ไม่ควรมองข้าม

กินทุกวันดีจริงหรือ? ผู้สูงวัยควรรู้ก่อนกินกล้วย

3 วิธีเก็บเนื้อในตู้เย็นที่ก่อให้เกิดสารก่อมะเร็ง