ภรรยาไปทำงานต่างจังหวัดหนึ่งเดือน ผมไปหาภรรยาเก่า แต่คนที่มาเปิดประตูทำให้ผมช็อกจนยืนแทบไม่อยู่
ประตูเปิดออก และผมก็เหมือนถูกแช่แข็ง ไม่ใช่ภรรยาเก่า…
ภรรยาของผมไปทำงานต่างจังหวัดพอดีหนึ่งเดือน เป็นการเดินทางที่ยาวนานที่สุดตั้งแต่เราแต่งงานกัน ก่อนออกเดินทาง เธอยังย้ำเตือนผมทุกเรื่องเล็กน้อยในบ้าน ตั้งแต่ค่าไฟ ค่าน้ำ ไปจนถึงตารางชีวิตของลูก ผมหัวเราะ บอกว่าไม่เห็นมีอะไรต้องกังวล เดือนเดียวเดี๋ยวก็ผ่านไปเร็ว
แต่เพียงแค่หนึ่งสัปดาห์ บ้านก็เริ่มเงียบเหงาอย่างประหลาด
ตอนกลางคืน ผมเคยชินกับเสียงกระทบเบาๆ ในครัว เคยชินกับกลิ่นแชมพูที่คุ้นเคยติดอยู่บนหมอน แม้แต่คำบ่นเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้รู้ว่าผมไม่ได้อยู่คนเดียว เมื่อทุกอย่างหายไป ผมถึงได้รู้ว่า สิ่งที่ทำให้คนเหงาที่สุด ไม่ใช่การอยู่คนเดียว แต่คือการอยู่ในบ้านที่เคยเต็มไปด้วยความอบอุ่น
ตอนแรก ผมไม่ได้คิดถึงภรรยาเก่าเลยด้วยซ้ำ ผมเชื่อจริงๆ ว่าผมก้าวผ่านการแต่งงานครั้งนั้นมาได้แล้ว![]()
เราหย่ากันมาได้สามปี ไม่มีเรื่องทะเลาะ ไม่มีการนอกใจ เพียงแค่เราไม่สามารถพูดคุยกันได้เหมือนเดิม ทุกอย่างค่อยๆ สึกกร่อนไปเงียบๆ จนวันหนึ่งเราต่างรู้ว่าถ้าฝืนต่อไป ทั้งคู่จะมีแต่ทุกข์ วันที่เซ็นใบหย่า ผมคิดว่าตัวเองมีสติ มีวุฒิภาวะพอจะปิดฉากเรื่องนั้นได้
คืนนั้น ผมจัดตู้หนังสือเก่าๆ แล้วบังเอิญเจอสมุดเล่มหนึ่งที่ยับงอ หน้าแรกเป็นลายมือที่คุ้นเคยของภรรยาเก่า เขียนไว้ลวกๆ เกี่ยวกับช่วงแรกของชีวิตคู่ เรื่องที่ผมเคยอดนอนทั้งคืนเพื่อซ่อมคอมพิวเตอร์ให้เธอ เรื่องมื้ออาหารที่ไหม้เกรียมแต่เราสองคนกลับหัวเราะด้วยกัน
ผมนั่งอยู่นานมาก ไม่ได้ร้องไห้ ไม่ได้เสียดาย เพียงแค่รู้สึกว่าช่วงชีวิตหนึ่งที่ผ่านไปแล้ว กลับมาหาผมอย่างกะทันหันโดยไม่บอกกล่าว
เช้าวันถัดมา ผมขับรถออกไป บอกตัวเองว่าแค่แวะไปดูว่าเธอใช้ชีวิตอย่างไร ผมไม่ได้บอกล่วงหน้า และไม่ได้ตั้งใจจะรบกวนนาน แค่…อยากเห็นด้วยตาว่าคนที่เคยสนิทมาก ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง
บ้านยังอยู่ถนนสายเดิม แต่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ประตูรั้วทาสีสว่างขึ้น กระถางต้นไม้หน้าบ้านก็เปลี่ยนไป ผมยืนอยู่หน้าประตูไม่กี่วินาที มือยกขึ้นแล้วก็ลดลง ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะรวบรวมความกล้ากดกริ่ง
ประตูเปิดออก และผมช็อกจนพูดไม่ออก ไม่ใช่ภรรยาเก่า แต่เป็นเด็กคนหนึ่ง
เด็กผู้หญิงอายุราวสองขวบกว่า ผมมัดจุก สวมชุดกระโปรงสีชมพูที่ดูใหญ่กว่าตัว เด็กน้อยจ้องมองผมด้วยดวงตากลมดำ เป็นทั้งความอยากรู้อยากเห็นและความระแวง ในชั่วขณะนั้น หัวผมว่างเปล่า หัวใจเหมือนเต้นขาดห้วงไปหนึ่งจังหวะ
ด้านหลัง ภรรยาเก่าของผมเดินออกมา
เธอชะงักไปเมื่อเห็นผม ชัดเจนว่าไม่คาดคิดมาก่อน แต่เพียงไม่กี่วินาที สีหน้าก็กลับมาเรียบเฉย เธอก้มลงอุ้มเด็กขึ้นมา วางมือลงบนหลังลูกอย่างเป็นธรรมชาติ—ท่าทางที่มีได้เฉพาะคนที่คุ้นเคยกับการเป็นแม่
ผมยืนอยู่ตรงนั้น ไม่สามารถถามอะไรออกไปได้เลย
กลายเป็นว่า เธอมีครอบครัวใหม่แล้ว กลายเป็นว่า ในขณะที่ผมเชื่อว่าทั้งสองคนกำลัง “เริ่มต้นใหม่” เธอกลับก้าวไปไกลกว่าที่ผมคิดมาก
เธอไม่ได้เชิญผมเข้าไปในบ้าน และผมก็ไม่ได้ขอ ระหว่างเราตอนนั้นไม่มีความตึงเครียด มีเพียงระยะห่างที่ชัดเจน ชัดเจนพอให้ต่างฝ่ายต่างรู้ว่าควรหยุดตรงไหน
ผมกล่าวลา แล้วหันหลังเดินจากมา
ระหว่างทางกลับ ผมไม่ได้เศร้าแบบเจ็บปวด และก็ไม่ได้อิจฉา ความรู้สึกเดียวคือความชัดเจนที่เย็นเยียบ ผมตระหนักว่า มนุษย์ไม่สามารถย้อนกลับไปหาสิ่งที่ผ่านไปแล้วได้ แม้เพียงเพื่อยืนยันว่ามันได้จบลงอย่างแท้จริง
คืนนั้น ผมโทรหาภรรยา
เป็นครั้งแรกในรอบหนึ่งสัปดาห์ที่ผมเป็นฝ่ายโทรไปเอง เพียงเพื่อฟังเสียงเธอเล่าเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างการทำงานต่างจังหวัด ผมฟังตั้งใจมากขึ้น ถามมากขึ้น และจู่ๆ ก็รู้สึกว่าใจตัวเองสงบลง
มีการแต่งงานบางครั้งที่จบลง ไม่ใช่เพราะหมดรัก แต่เพราะรักกันไม่ถูกวิธี และก็มีการแต่งงานบางครั้งที่กำลังดำเนินอยู่ หากเราเผลอละเลย คนที่จะทำให้มันร้าวฉาน ก็คือตัวเราเอง
หรือว่าผมแย่เกินไปกันแน่?






































